ผมยังจำวันที่บ้านแฟนไซต์บ้านสุดท้ายของผมปิดตัวลงได้อย่างแม่นยำ
วันนั้นก็เหมือนกับทุกๆ วัน ดื่มเหล้า ขึ้นแสดงบนเวที และเต้นท่อนเบรกแดนซ์สุดตัว
และมันก็ประจวบเหมาะตรงกับวันเกิดของผมพอดี
[Shooting_REX @Shooting_REX 201×0710~202×0406: ปิดปรับปรุงถาวร]
ทันทีที่ได้เห็นข้อความนั้น ในหัวของผมก็ผุดความคิดขึ้นมาว่า ‘ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงจนได้สินะ’
ทว่า ด้านล่างข้อความสั้นๆ นั้น ยังมีจดหมายยาวฉบับหนึ่งที่เขียนส่งถึงผมทิ้งท้ายไว้
[⎿Shooting_REX @Shooting_REX เร็กซ์ ฉันชอบนายมานานมากจริงๆ นะ นายยังจำตอนที่ตัวเองได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคนสุดท้ายของรายการ <ทาร์เก็ตติงสตาร์> แล้วร้องไห้พร้อมกับสัญญาว่าจะพยายามให้หนักขึ้นได้ไหม? แต่วันนี้ ดูเหมือนนายจะไม่ได้พยายามทำอะไรเลยสักนิด]
แต่ละประโยคที่เขียนไว้ มันช่างทิ่มแทงกรีดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของผมเหลือเกิน
[⎿Shooting_REX @Shooting_REX นายในตอนนี้ดูไม่เหมือนคนเดิมในวันวานอีกต่อไปแล้ว ช่วงนี้มีเรื่องลำบากใจสินะ? แน่นอนสิ ฉันเข้าใจดี เพราะงั้นฉันถึงไม่คิดจะโทษนายหรอก แต่ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถเชียร์นายต่อไปได้อีกแล้ว นี่คงเป็นศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายที่คนโง่ๆ คนนี้จะรักษาเอาไว้ได้]
แม้ในขณะที่กำลังอ่านข้อความเหล่านั้น สองมือของผมที่สติเริ่มเลอะเลือนก็ยังคงเปิดกระป๋องเบียร์ดื่มต่อไป เมื่อมองย้อนกลับไป มันคงเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะถ้าไม่เมา ผมคงไม่มีความกล้าพอที่จะอ่านมันจนจบได้
…ไม่มีใครเหลืออยู่ข้างผมอีกแล้ว
[⎿Shooting_REX @Shooting_REX เอาจริงๆ นะ ขนาดกำลังพิมพ์ข้อความพวกนี้อยู่ ฉันยังอดเป็นห่วงนายไม่ได้เลย ถ้าเกิดว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้างนายแล้วล่ะ? ถ้าเกิดว่าไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกข้างในของนายเลยสักคน จะทำยังไงดี?]
จดหมายอันยาวเหยียดจบลงด้วยข้อความนี้
[⌎Shooting_REX @Shooting_REX ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง วันที่พวกเราจะได้เริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้งจะมาถึงนะ ทั้งสำหรับตัวฉัน และตัวของนายเอง]
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็คิดว่าคงไม่มีใครในโลกนี้มอบความรักให้ผมได้อีกแล้ว และถ้าว่ากันตามตรง มันก็เป็นจริงอย่างที่ผมคิด
คลิปวิดีโอที่ใช้ชื่อหัวข้อว่า ‘มาสเตอร์บ้านไซต์ตัวท็อปสาปส่ง: วิจารณ์ตรงๆ ต้อนรับวันเกิด’ ที่มียอดวิวเกือบสองล้านครั้ง เต็มไปด้วยคอมเมนต์เยาะเย้ยถากถางผมอย่างเช่น ‘ท่อนนี้คล้องจองเฉียบขาดมาก 555’ ‘เจตนาเหน็บชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?’ หรือไม่ก็ ‘นี่แหละผลกรรมของหมอนั่น’
“เอ่อ คุณคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เอ๊ะ? อ๋อ ครับๆ! ผมสบายดีครับ จะให้ผมเซ็นให้ตรงนี้เลยใช่ไหมครับ?”
พนักงานพาร์ตไทม์สองคนที่เดินออกไปข้างนอกกลับเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ผมรีบส่งยิ้มสดใสให้พวกเธอ แล้วจรดปากกาเซ็นลงบนกระดาษที่พวกเธอยื่นมาให้ หลังจากปัดเป่าความหม่นหมองในหัวใจที่เพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น
มังกรตัวน้อยกำลังพ่นเปลวไฟแห่งฤดูใบไม้ผลิอยู่เหนือตัวอักษรจีนคำว่า ‘ชุน’ (春) นั่นคือลายเซ็นประจำตัวของผม
“ว้าว คุณเตรียมลายเซ็นไว้ล่วงหน้าแล้วเหรอคะเนี่ย? น่ารักจังเลย… นี่มันตัวมังกรนี่นา!”
“อ๋อ ใช่ครับ พอดีตอนนี้ผมเป็นเด็กฝึกอยู่ แล้วเร็วๆ นี้กำลังจะได้ไปเข้าร่วมรายการเซอร์ไวเวิลน่ะครับ รายการชื่อว่า <ทาร์เก็ตติงสตาร์>…”
“อ๋อ รายการไอดอลเซอร์ไวเวิลของค่าย เอจี เอนเตอร์เทนเมนต์ ใช่ไหมคะ? ฉันเพิ่งอ่านข่าวเจอมาเลยค่ะ!”
“ใช่ครับ รายการนั้นแหละครับ ถ้ามีโอกาสได้ดู ฝากช่วยเชียร์ผมด้วยนะครับ”
คราวนี้ล่ะ ผมจะตั้งใจและพยายามให้ถึงที่สุดจริงๆ
ผมโบกมือลาคนทั้งสองที่กำลังเดินออกจากห้องซ้อมไปพร้อมกับสถานะแฟนคลับคนแรกของผม พลางกวาดสายตามองสลับระหว่างแผ่นหลังของพวกเธอกับข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คราวนี้ผมต้องทำให้ดีกว่าเดิม ผมจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยความผิดพลาดพวกนั้นอีกเด็ดขาด
ไม่ใช่ในฐานะ ‘เร็กซ์ขยะเปียก’ สมาชิกตัวปัญหา แต่ในฐานะของ ‘คิมชุนยง’
ช่วงหัวค่ำ ผมรีบกลับบ้านเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์รอบแรกในวันพรุ่งนี้
แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะขอบคุณพนักงานพาร์ตไทม์ทั้งสองคนที่กลายมาเป็นแฟนคลับของผม และในมือตอนนี้ก็มีถุงขนมของโปรดของคนในครอบครัวหอบหิ้วมาพะรุงพะรัง
หลังจากที่เคยสูญเสียทุกอย่างไปรอบหนึ่งแล้วได้กลับมาใหม่ ผมก็พบว่าตัวเองคอยพะว้าพะวงอยู่ตลอดเวลา อยากจะทำสิ่งดีๆ ให้พวกเขามากขึ้นกว่าเดิม ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจิตใจของมนุษย์เราจะแปรปรวนได้ถึงขนาดนี้
วันนี้เป็นวันที่ผมเข้าใจความหมายของประโยคที่ว่า ‘ควรทำดีต่อกันในตอนที่ยังมีโอกาส’ อย่างลึกซึ้งจริงๆ
ติ๊ง!
– X: ถึงจะอยากทำดีแค่ไหน ก็ช่วยทำตัวให้มันดูเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติหน่อยสิ 555
– X: คิมชุนยง นายไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตอนนี้คนในครอบครัวกำลังมองนายด้วยสายตาแปลกๆ อยู่น่ะ? สนใจรอบข้างหน่อยสิยะ
พูดบ้าอะไรของแก? ครอบครัวฉันจะมาคิดว่าฉันทำตัวแปลกๆ ได้ยังไงกัน?
เรื่องไร้สาระทั้งเพ
ผมกดปิดข้อความกวนประสาทของเอ็กซ์อย่างไม่ใส่ใจ แล้วค่อยๆ ผลักประตูหน้าบ้านเปิดออกอย่างระมัดระวัง
“กลับมาแล้วครับ… เอ๊ะ?”
ในบ้านเงียบสงัดจนชวนขนลุก
ปกติแล้วในคืนวันเสาร์ ทุกคนในครอบครัวจะมารวมตัวกันดูหนังด้วยกันแท้ๆ แต่ผิดจากทุกที ในห้องนั่งเล่นกลับไม่มีแม้กระทั่งเสียงเอฟเฟกต์จากจอทีวีเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด
ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้วเหรอ? หรือว่าออกไปข้างนอกกันหมดนะ?
ผมค่อยๆ ย่องเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบด้วยความรู้สึกเกร็งๆ โดยไม่จำเป็น และไม่นานนักผมก็มองเห็นแผ่นหลังของสมาชิกในครอบครัว ทุกคนกำลังกระซิบกระซาบพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดในความมืด โดยมีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟรูปแมวเปิดทิ้งไว้เท่านั้น
“เป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย…”
“คิมชุนยงน่ะ ไม่ว่าจะคิดยังไง ช่วงนี้มันก็ทำตัวแปลกไปจริงๆ ใช่ไหมล่ะคะ?”
ผมรีบหุบปากที่อ้าค้างไว้ทันที จากนั้นก็ค่อยๆ แอบพิงกำแพงตรงทางเดินแล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
…พวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย?
“ก็นะ เมื่อวานนี้ตอนที่ฉันแวะไปที่ห้องซ้อม ฉันลองแกล้งบอกให้คิมชุนยงซื้่อไอศกรีมให้กินหน่อย”
“แล้วยังไงต่อล่ะ?”
“มันซื้อให้จริงๆ ด้วยค่ะ!”
“…ลูกชายพวกเราที่วันๆ รู้จักแต่ตัวเองเนี่ยนะ ทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิคะ! แถมยังสะสมแต้มเข้าเบอร์หนูอีกต่างหาก ปกติคิมชุนยงเคยทำแบบนี้ที่ไหนกัน? ไม่มีทางอะ ผิดปกติสุดๆ”
ยิ่งฟังบทสนทนา ใบหน้าของผมก็ยิ่งร้อนผ่าวจนแดงก่ำ การที่ผมทำตัวดีๆ ขึ้นมาบ้างเนี่ย มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้นเลยเหรอฮะ? ไม่ว่าผมจะคิดอย่างไร การประชุมสุดเคร่งเครียดของครอบครัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
“จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย… หรือว่าลูกเราจะป่วยหนักจริงๆ? ให้กินพวกเขากวางอ่อนบำรุงหน่อยดีไหม?”
“ไม่หรอกค่ะพ่อ พี่ชายหนูมันพวกเรียกร้องความสนใจจะตายไป อย่าไปกังวลเลยค่ะ มันจงใจทำชัดๆ ซื้อไอศกรีมติดสินบนพวกเราเพื่อให้ช่วยไปโปรโมตให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังมากกว่ามั้งคะ”
“อืม… แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ…”
“ไม่หรอก ลูกเราอาจจะอยากทำตัวดีขึ้นมาจริงๆ ก็ได้นะ! ทำไมทุกคนต้องมองโลกในแง่ร้ายกันขนาดนี้ด้วยล่ะ? อย่าไปบิดเบือนความตั้งใจดีของชุนยงแบบนั้นสิ”
แม่นี่แหละคือคนที่คอยปกป้องผมเสมอจริงๆ
“ถึงแม้เด็กคนนั้นจะดูเหมือนป่วยหนักใกล้ตายแค่ไหนก็เถอะ…”
เดี๋ยวสิแม่ ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว!
ผมกลืนน้ำตาแห่งความช้ำใจลงคอ แล้วรีบเอื้อมมือไปเปิดไฟห้องนั่งเล่นทันทีก่อนที่แม่จะพูดอะไรแปลกๆ ออกมามากกว่านี้ คนในครอบครัวพากันกะพริบตาปริบๆ พลางหันซ้ายแลขวามองหาคนที่เพิ่งเปิดไฟ
ผมกระแอมไอแก้เขินแล้วแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“ทำไมทุกคนมานั่งรวมกันในที่มืดๆ แบบนี้ล่ะครับเนี่ย? ผีจะหลอกเอาได้นะ”
“ว้าย! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!”
สิ้นเสียงของผม ครอบครัวที่นั่งสุมหัวกันอยู่ก็แตกฮือออกไปคนละทิศคนละทางแล้วเก๊กท่าราวกับกำลังเตรียมพร้อมทำอะไรสักอย่าง แต่จริงๆ แล้วก็แค่แยกย้ายกันไปยืนพิงมุมมืดตามจุดต่างๆ ของห้องนั่งเล่นเท่านั้นเอง
“อ้าว ลูกชายกลับมาแล้วเหรอจ๊ะ?”
แม่แกล้งยิ้มทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินเข้ามาต้อนรับผม ในมือของแม่ยังถือโคมไฟรูปแมวที่คิมนารีซื้อมาไว้อย่างเก้ๆ กังๆ
“วันนี้กลับเร็วจังเลยนะลูก? ปกติเห็นกลับมาตอนใกล้สว่างตลอดเลยนี่นา”
“อ๋อ ครับ พอดีพรุ่งนี้ช่วงบ่ายมีนัดสัมภาษณ์รอบแรก ก็เลย…”
ผมก้าวเท้ายาวๆ เดินตัดผ่านห้องนั่งเล่น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่แม้แต่คำเดียว จากนั้นก็วางถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อลงตรงกลางวงอย่างเป็นธรรมชาติ
“เดี๋ยวทั้งสี่คนจะดูหนังด้วยกันใช่ไหมครับ? กินขนมพวกนี้ไปด้วยตอนดูแล้วกันนะครับ”
“…นี่ลูกชายแม่ซื้อมาเหรอจ๊ะ?”
“ครับ ซื้อกะจะกินเองนั่นแหละ แต่กลัวว่าพรุ่งนี้หน้าจะบวมตอนไปสัมภาษณ์ ทุกคนแบ่งกันกินเถอะครับ”
พูดจบผมก็รีบจ้ำอ้าวตรงดิ่งไปยังห้องนอนของตัวเองทันที ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงของคนในครอบครัวก็ลอยมาตอกย้ำผมจากด้านหลังอย่างไม่ปรานี
“ทำไมถึงซื้อของที่ตัวเองจะกินมาให้พวกเราล่ะ… เดี๋ยวนะ นี่มันมีแต่ของโปรดของพวกเราทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ?!”
“ไม่มีขนมที่มันชอบกินเลยสักชิ้นเดียว…”
“คุณพระช่วย ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”
“ทำยังไงดีล่ะคะเนี่ย ดูท่าทางคิมชุนยงจะสติหลุดไปแล้วจริงๆ แน่ๆ”
หลังจากปิดประตูตามคำประกาศอันสิ้นหวังของคิมนารี ผมก็ทิ้งตัวพิงบานประตูแล้วยกสองมือขึ้นกุมหน้าตัวเองไว้แน่น
นี่ในสายตาของครอบครัว… ตัวผมมันเป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย?
Social Plugin