จีอึนกับมินจีหุบปากฉับพร้อมกันทันที
ชายหนุ่มจากห้องซ้อมหมายเลข 8 คนที่พวกเธอเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า คิมชุนยง
คิมชุนยงมองดูจีอึนและมินจีที่มือข้างหนึ่งกำลังจับหน้ากันและกัน ส่วนอีกมือจับแล็ปท็อปค้างไว้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
“เอ่อ ตอนนี้ยุ่งกันอยู่หรือเปล่าครับ?”
“เปล่าค่ะ! จะยุ่งได้ยังไงกันล่ะคะ? ฉันมาทำงานนี่นา”
ยังไม่ทันที่คิมชุนยงจะพูดจบประโยค จีอึนก็รีบสวนตอบขึ้นมาทันควัน ในจังหวะนั้นเองมินจีก็แอบกดปิดเสียงคลิปวิดีโอของวงลีโอพอลด์ได้อย่างแนบเนียน
คิมชุนยงที่ดูเลิกล่กเล็กน้อยแต่ยังคงรักษามารยาท เอ่ยถามพวกเธอต่อไป
“เอ่อ ที่นี่พอจะมีขาตั้งกล้องหรืออะไรทำนองนั้นให้เช่าไหมครับ พอดีผมอยากจะถ่ายวิดีโอไว้น่ะครับ”
“ขาตั้งกล้องเหรอคะ ขาตั้งกล้อง… รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันขอเข้าไปดูให้ก่อนแล้วจะรีบออกมาบอกค่ะ”
จีอึนรีบคว้าแขนของมินจีแล้วดึงตัวเข้าไปในห้องเก็บของอย่างรวดเร็ว สายตาของทั้งคู่สบกันกลางอากาศ
“แกเห็นเขาชัดๆ แล้วใช่ไหม?”
“เห็นแล้วเต็มสองตาเลย”
“คิดว่าไง?”
“คิมจีอึนแกเตรียมเป็นบ้าได้เลย หน้าตาไม่เข้ากับชื่อแบบสุดขั้ว หล่อร้ายเหมือนพวกเด็กเกเรที่ไม่เคยคิดจะใส่เสื้อแจ็กเก็ตเครื่องแบบนักเรียนอย่างถูกต้องอะ แต่ดูเท่แบบขบถๆ โคตรปัง บ้าไปแล้ว”
“กรี๊ด! เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแกแล้ว!”
สองสาวพากันกระทืบเท้าเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นสะใจ โมเมนต์แบบนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพวกเธอเลย
หลังจากได้ยลโฉมหนุ่มหล่อตัวจริงเสียงจริงที่หายากยิ่งกว่ายูนิคอร์นบนโลกมนุษย์ มินจีผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการมองดูคนหน้าตาดีผ่านหน้าจอมานานก็ยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้ม ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากถามจีอึนด้วยความสงสัย
“นี่ แล้วแกลากฉันเข้ามาในห้องเก็บของทำไมเนี่ย? แกบอกว่าห้องนี้เอาไว้แอบนอนเวลาง่วงไม่ใช่เหรอ”
“…ฉันมีแผนเด็ดอยู่ในหัวแล้ว แกเชื่อมือฉันเถอะเพื่อนรัก เข้าใจนะ?”
ครู่ต่อมา จีอึนกับมินจีก็เดินกลับออกมาข้างนอก ทั้งคู่กระแอมไอแก้เขินก่อนจะเอ่ยปากพูด
“คือว่า พวกเราหาขาตั้งกล้องไม่เจอเลยค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้รอ”
“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรเลย งั้นผม…”
“แต่ว่า… ถ้าคุณไม่รังเกียจนะคะ”
…ให้พวกเราช่วยถ่ายให้ไหมคะ?
ถูกต้องแล้ว จีอึนไม่มีทางปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปจากมือเด็ดขาด
คนหล่อระดับนี้น่ะหายาก
โอกาสที่จะได้จ้องมองคนหล่อใกล้ๆ นานๆ ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
และการได้มาถ่ายคลิปวิดีโอให้คนหล่อแบบส่วนตัวติดขอบเวทีขนาดนี้… มันประเมินค่าไม่ได้เลยสักนิด!
“เอ่อ…”
คิมชุนยงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างเท่ๆ
จีอึนกับมินจีแอบจับมือกันแน่นแล้วส่งเสียงเฮในใจอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเดินก้าวเข้ามาในห้องซ้อม จีอึนและมินจีก็รีบไปจับจองพื้นที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ทันที
คิมชุนยงส่งสมาร์ตโฟนของเขาให้จีอึน พร้อมกับบอกให้เธอกดปุ่มบันทึกเมื่อเพลงเริ่มดังขึ้น จีอึนพยักหน้ารับคำพลางคิดในใจ
‘เอาจริงนะ แค่ดูก็แยกไม่ออกหรอกว่าใครเต้นเก่งไม่เก่ง เดี๋ยวฉันโฟกัสแค่หน้าหล่อๆ ของเขาก็พอ สบายอยู่แล้ว’
จีอึนมีความรู้เรื่องการเต้นน้อยมาก เธอรู้แค่ว่ามันคือการขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลง ดังนั้นเธอจึงแยกแยะไม่ออกหรอกว่าไอดอลคนไหนเต้นเก่งหรือเต้นไม่เก่ง ซึ่งตรงข้ามกับมินจีที่เป็นติ่งไอดอลตัวยง
“เอาล่ะครับ… ผมจะเริ่มแล้วนะ รบกวนด้วยนะครับ”
“ได้เลยค่ะ!”
ทว่า ทันทีที่เสียงบีตจากเครื่องสังเคราะห์เสียงดังก้องกังวานไปทั่วห้องซ้อม และคิมชุนยงเริ่มก้าวเท้าเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรี
“โอ้โห…”
จีอึนได้แต่อ้าปากค้างแล้วหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
– ยามที่สายลมพัดผ่านเส้นผมของเธอ
ราวกับว่าหัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ท่วงท่าการขยับแขนที่ลื่นไหล ทรงพลัง และเฉียบคมราวกับกำลังตัดผ่านอากาศ การควบคุมจังหวะจะโคนที่ไร้ที่ติ และการเก็บรายละเอียดในทุกท่วงท่าอย่างสมบูรณ์แบบ
การแบ่งจังหวะของเขามันยอดเยี่ยมระดับปรมาจารย์ จนแม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องการเต้นเลยสักนิดก็ยังต้องคิดขึ้นมาว่า…
‘นี่มันอะไรกันเนี่ย? เขาเต้นโคตรเก่งเลยไม่ใช่เหรอ…?’
แน่นอนอยู่แล้ว คิมชุนยงเป็นคนที่เต้นเก่งมาโดยตลอด
ก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมา ตำแหน่งในวงของเขาคือซับแดนเซอร์ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่เขาจะต้องเต้นเก่ง
แต่เหนือสิ่งอื่นใด คิมชุนยงรักการเต้นบนเวทีไปพร้อมๆ กับการร้องเพลงอย่างสุดหัวใจ
เขามีความสุขที่ได้ขยับกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายตามที่ใจนึก และมีความสุขที่ได้ประสานการเคลื่อนไหวของตัวเองให้เข้ากับเสียงร้องของเพื่อนร่วมวง
ตอนที่ได้ยืนอยู่บนเวที เขารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เขาสามารถทำมันไปได้ตลอดกาล
…จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับครอบครัวของเขา หัวใจของเขาก็แหลกสลายไม่มีชิ้นดี
‘ฉันมันตัวขยะ’
เขารู้สึกว่าการเต้นของตัวเองมันช่างไร้ความหมาย เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า และรู้สึกเหมือนผู้คนในกลุ่มผู้ชมกำลังชี้นิ้วด่าทอสาปแช่งเขาอยู่ตลอดเวลา
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือเขาเริ่มซ้อมน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่วังวนแห่งการทำลายตัวเองจนกู่ไม่กลับ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คิมชุนยงจากสมาชิกสายเต้นที่เก็บรายละเอียดได้อย่างยอดเยี่ยม ก็กลายเป็น ‘เร็กซ์ขยะเปียก’ สมาชิกตัวปัญหาของวงไปโดยปริยาย
‘แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว’
ในการออกตามหาสิ่งที่เคยสูญเสียไปให้กลับคืนมา คราวนี้เขาพร้อมจะทุ่มเทให้หมดหน้าตักโดยไม่มีการกั๊กเอาไว้อีก และที่สำคัญที่สุด…
ไม่ว่าหนทางที่ผ่านมาจะบิดเบี้ยวแค่ไหน แต่ในหัวของเขาก็อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์จากเวทีการแสดงจริงนับร้อยนับพันครั้ง
‘ตำแหน่งซับแดนเซอร์อะไรกัน คราวนี้ฉันจะเป็นเมนแดนเซอร์ด้วยเลยต่างหาก’
– ผมหลงรักเสื้อเชิ้ตสีดำของเธอเข้าแล้วสิ
อา เสื้อเชิ้ตสีดำตัวนั้น…
หลังจากเสียงดนตรีจบลง มีเพียงเสียงหอบหายใจของคิมชุนยงที่ดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องซ้อม จีอึนกับมินจีได้แต่ยืนมองเขาด้วยความเหม่อลอย ขณะที่ชายหนุ่มกำลังพยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้คงที่
เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่ที่นิ่งค้างไป คิมชุนยงจึงเอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
“เอ่อ… เป็นอะไรกันหรือเปล่าครับ? ถ่ายออกมาโอเคไหมครับ?”
“ช… ใช่ค่ะ! ออกมาดีมากๆ เลยค่ะ!”
“บ้าไปแล้ว… นี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ!”
จีอึนรีบกดปุ่มหยุดบันทึกอย่างลนลาน แล้วส่งโทรศัพท์คืนให้คิมชุนยงด้วยมือที่สั่นเทา
“ข…ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยถ่ายให้ ดูเหมือนจะถ่ายออกมาได้ดีเลยครับ”
อย่างไรก็ตาม แม้คิมชุนยงจะกล่าวขอบคุณเสร็จแล้ว สองสาวก็ยังคงยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ไม่ยอมขยับไปไหน
คิมชุนยงที่เริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอสายตาแปลกๆ ของหญิงสาวทั้งสอง จึงหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งยิ้มสดใสออกมา
“หรือว่าอยากจะช่วยแนะนำอะไรเพิ่มเติมไหมครับ? ผมเต้นพลาดตรงไหนไปหรือเปล่า?”
“ช่วยบอกรายละเอียดให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
“ผมจะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้นน่ะครับ”
ในวินาทีนั้นเอง จีอึนและมินจีรู้สึกเหมือนเห็นแสงออร่าสว่างวาบเปล่งประกายออกมาจากเบื้องหลังใบหน้าอันคมเข้มดุดันของคิมชุนยง
“อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ พวกเราไม่ค่อยรู้เรื่องการเต้นเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้จะแนะนำอะไรน่ะค่ะ เนอะ มินจี?”
“อือ ฮึ… แต่ว่านะ เรื่องนั้นน่ะ…”
ดวงตาของพนักงานพาร์ตไทม์ทั้งสองคนเป็นประกายระยิบระยับขณะจ้องมองคิมชุนยง
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่งสิ
คิมชุนยงรู้ดีกว่าใครทั้งหมด ว่าสายตาแบบนี้มักจะถูกส่งมาจากที่ไหน เมื่อไหร่ และมาจากใคร
เขาไม่เพียงแค่รู้ดีเท่านั้น แต่เขายังโหยหาที่จะได้เห็นสายตาแบบนี้อีกครั้งมาโดยตลอด
สายตาแบบนี้มันไม่ผิดแน่…
“ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหมคะ?”
“ฉันด้วยค่ะ ขอด้วยคนนะคะ! ถึงตอนนี้คุณจะยังเป็นมือใหม่อยู่ แต่ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยค่ะว่าในอนาคตคุณต้องดังเปรี้ยงปร้างแน่นอน!”
มันคือสายตาของแฟนคลับนั่นเอง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของคิมชุนยงก็เด้งขึ้นมาจนทำให้เขาสะดุ้งโหยง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงละล่ำละลักตอบรับคำขอไปอย่างรวดเร็ว
“ด…ได้ครับ เดี๋ยวผมเซ็นให้นะครับ”
“สุดยอดไปเลย! รอแป๊บเดียวนะคะ เดี๋ยวฉันรีบไปหยิบกระดาษกับปากกามาให้ค่ะ!”
ทันทีที่สองสาววิ่งกระหืดกระหอบออกจากห้องซ้อมไป คิมชุนยงก็รีบก้มลงเช็กการแจ้งเตือนบนหน้าจอโทรศัพท์ เขากดแป้นพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ
“จะส่งมาก็ดูจังหวะเวลาหน่อยสิฟะ… ส่งมาให้มันแนบเนียนตามสถานการณ์หน่อยไม่ได้หรือไง…”
[สารานุกรม: การพบกันครั้งแรกกับแฟนคลับ
ยินดีด้วย! นับตั้งแต่การย้อนเวลากลับมา คุณได้รับแฟนคลับคนแรกแล้ว
การเดินทางทุกสายล้วนเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอใช่ไหมล่ะ? แฟนคลับคนแรกของคุณจะคอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และพร้อมจะส่งเสียงเชียร์เพื่อคุณอย่างไม่เกรงกลัวใคร จากนี้ไปมาสร้างแฟนคลับให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กันเถอะ!
รางวัลของสะสม: <ทักษะพิเศษ> ออร่าของไอดอล (ระดับ F)]
“แฟนคลับคนแรกของฉัน…”
ใบหน้าของคิมชุนยงบิดเบี้ยวไปด้วยความรู้สึกตื้นตันที่ผสมปนเปกันระหว่างความดีใจอย่างล้นพ้นและความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
Social Plugin