“เด็กฝึกทุกคนครับ เราจะย้ายไปที่หอพักเพื่อถ่ายทำส่วนที่เหลือกันต่อ กรุณาขึ้นรถบัสได้เลยครับ!”
ผมเดินตรงไปยังที่นั่งว่างตามลำพังอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะคว้าไหล่พี่ยูชานที่กำลังจะหาที่นั่งลง แล้วดึงเขาให้มานั่งข้างๆ กัน
“พี่ นั่งกับผมสิครับ”
“โอ๊ะ? เอาสิ จัดไป!”
ก่อนที่ผมจะย้อนเวลากลับมา ในช่วงแรกของการออกอากาศรายการทาร์เก็ตติงสตาร์ พี่ยูชานมักจะถูกจับภาพตอนนั่งเล่นอยู่คนเดียวเพราะยังไม่คุ้นชินกับกล้อง จนทำให้ได้รับกระแสตอบรับแย่ๆ ประมาณว่า [ไอยูชานคนนี้ ดูไม่มีความเป็นมิตรกับสังคมเอาซะเลย น่าขนลุกชะมัด]
ทั้งที่ในความเป็นจริง พี่ยูชานเป็นคนที่มีทักษะการเข้าสังคมสูงกว่าใครทั้งหมดในที่นี้ด้วยซ้ำ เพราะงั้นคราวนี้จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องมาโดนคอมเมนต์แบบนั้นอีก
“พี่ ชูสองนิ้วหน่อยครับ สองนิ้ว”
“โอ้ ชุนยง รุกเก่งเหมือนกันนะเนี่ย? ได้เลย สองนิ้ว—”
ขณะที่รถบัสปรับอากาศคันใหญ่ที่มุ่งหน้าไปยังหอพักแถบชานเมืองโซลเริ่มเคลื่อนตัวออก พี่ยูชานกับผมก็ช่วยกันเล่นหูเล่นตากับกล้องอย่างเต็มที่
ในช่วงเวลานั้นเอง ทีวีจอใหญ่ด้านหน้ารถบัสก็เปิดขึ้น
– “เหล่าเด็กฝึก กำลังเพลิดเพลินกับการย้ายเข้าหอพักกันอยู่หรือเปล่าครับ?”
ชเวกาอน พิธีกรดำเนินรายการปรากฏตัวขึ้นบนหน้าจอ
ดูเหมือนจะเป็นวิดีโอที่บันทึกเทปเอาไว้ล่วงหน้า ชเวกาอนที่แต่งตัวต่างจากวันนี้ปรบมือรัวๆ พลางส่งยิ้มสดใส
– “เหตุผลที่ผมปรากฏตัวขึ้นมาแบบนี้… บางคนอาจจะรู้แล้ว และบางคนอาจจะยังไม่รู้ แต่คิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ผมโผล่มากันครับ?”
“…เรื่องแบ่งห้องพักหรือเปล่านะ?”
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของพี่ยูชานที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมจึงรีบก้มตัวลงไปกระซิบเตือนเขาทันที
“พี่ยูชาน กล้องจับภาพอยู่นะครับ”
“อุ๊ย”
พี่ยูชานที่รู้สึกเขินอายรีบยกกำปั้นขึ้นมาอุดปากตัวเอง และราวกับเฝ้ารอจังหวะนั้นอยู่ ชเวกาอนบนหน้าจอก็เริ่มตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง
– “ใช่แล้วครับ! ผมปรากฏตัวขึ้นมาก็เพราะเรื่องการจัดสรรห้องพักในหอพักของพวกคุณนั่นเอง! เป่าปาก ปรบมือสิครับ!”
เสียงปรบมืออันไม่พร้อมเพรียงของเหล่าเด็กฝึกที่ทำไปเพื่อการออกอากาศดังก้องไปทั่วทั้งคันรถ
ใช่แล้วล่ะ การถ่ายทำรายการมันช่างน่าหงุดหงิดและเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
การอยากเดบิวต์ไม่ได้แปลว่าอยากจะให้มีกล้องตามถ่ายตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงทุกวันสักหน่อย
– “ใครๆ ก็อยากได้ห้องดีๆ กันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะครับ? แต่ว่า ตั้งแต่วินาทีที่อันดับของพวกคุณถูกแบ่งแยก แม้กระทั่งห้องพักในหอพักก็ต้องขึ้นอยู่กับอันดับของพวกคุณเช่นกัน!”
“…ฟังไม่เข้าใจเลย พูดภาษาคนหน่อยได้ไหม”
เสียงบ่นอย่างฉุนเฉียวของใครบางคนที่ไม่ใช่คนเกาหลีโพล่งขึ้นมา ทว่าชเวกาอนบนหน้าจอกลับไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
– “หอพักมีห้องทั้งหมดห้าห้องด้วยกันครับ พวกคุณจะได้เข้าไปในห้องแบบสุ่มตามลำดับหมายเลขที่จับสลากได้ตอนลงจากรถบัส แต่ถ้าหากห้องไหนมีคนเต็มความจุแล้ว เด็กฝึกที่มีอันดับต่ำกว่าจะต้องเก็บของออกจากห้องนั้นไปครับ!”
ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
แค่ได้อันดับต่ำก็ช้ำใจพออยู่แล้ว นี่ยังไม่มีสิทธิ์เลือกห้องพักตามใจชอบได้อีก ระบบนิเวศการเอาชีวิตรอดที่ตัดสินทุกอย่างด้วยอันดับอันทรงอำนาจนี้ ต่อให้ต้องผ่านมันมาเป็นครั้งที่สองก็ยังยากที่จะทำใจให้ชินได้อยู่ดี
แน่นอนว่า ในเมื่อผมเป็นคนที่กระโจนตัวกลับเข้ามาในระบบนิเวศอันเลวร้ายนี้เอง ผมจึงไม่มีสิทธิ์บ่นอะไรทั้งนั้น
ไม่มีสิทธิ์เลยจริงๆ
“ทุกคนคะ รบกวนลงจากรถแล้วมารวมตัวกันที่จุดจับสลากด้วยค่ะ เช็กหน้าผมของตัวเองกันด้วยนะคะ”
รถบัสที่แล่นมาได้ประมาณยี่สิบนาทีก็จอดสนิท นักเขียนบทน้องเล็กที่มีสีหน้าซึมเซาเหมือนเคยเดินถือกล่องจับสลากมาให้พวกเราจับทีละคน
“เด็กฝึกคิมชุนยง หมายเลขสี่ค่ะ”
ผมก้มหน้าก้มตาโดยไม่สนใจท่าทีเฉยชาของนักเขียนบทน้องเล็ก พลางกวาดสายตามองภาพของหอพักแห่งที่สองที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
หอพักของรายการทาร์เก็ตติงสตาร์ที่ถูกดัดแปลงมาจากศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนแถบชานเมืองโซล
สถานที่แห่งนี้นอกจากจะมีห้องพักเรียงรายตามแนวระเบียงบนชั้นสองแล้ว ด้านล่างยังใกล้เคียงกับศูนย์ฝึกอบรมไอดอลครบวงจร ที่มีทั้งห้องซ้อมร้องเพลง ห้องซ้อมเต้น และห้องสัมภาษณ์เดี่ยวพร้อมสรรพ
ผู้ชมมักจะเรียกที่นี่ว่าโรงงานปลากระป๋องไอดอล แต่มีรายงานว่าทีมผู้ผลิตไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมนั้นเลย
ก็นะ โรงงานปลากระป๋องกับศูนย์ฝึกอบรมไอดอลมันก็แทบจะไม่ต่างกันเท่าไรหรอก
“เด็กฝึกคิมชุนยง เชิญเข้าไปได้เลยค่ะ”
ครู่ต่อมา ผมก็เริ่มลากกระเป๋าเดินทางเดินสำรวจห้องต่างๆ บนชั้นสอง
ในบรรดาห้องเหล่านั้น บางห้องอาจจะมีคนเข้าอยู่แล้ว และบางห้องก็อาจจะยังว่างเปล่า
เด็กฝึกที่เดินนำหน้าผมเข้าไปก่อนหน้านี้มีหลิวเหว่ย อันดับที่สอง, ซอบิน อันดับที่สิบสาม และอีโลแกน อันดับที่เจ็ด
บอกตามตรง ผมไม่แคร์หรอกว่าจะมีใครอยู่ในห้องบ้าง ยกเว้นแค่คนคนเดียว
“หลิวเหว่ย นายไม่มีอะไรจะพูดกับชุนยงหน่อยเหรอ?”
“ฉันไม่รู้ว่านายกำลังพูดเรื่องอะไร”
“ชุนยงเพิ่งเจอเรื่องแย่ๆ มานะ อย่างน้อยก็พูดอะไรที่ช่วยปลอบใจสักหน่อย…”
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
ใบหน้าที่ก้มลงอย่างเย็นชา พร้อมกับสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคนที่ต้องดิ้นรนทุรนทุรายเพราะเรื่องขี้ปะติ๋วแบบนั้นหรอก”
…อดีตสมาชิกวงแอร์โรส์ที่แสดงออกชัดเจนว่าเกลียดผม ทั้งที่เราเคยทำกิจกรรมร่วมกันมาเป็นเวลานาน
หลิวเหว่ย คนจีนเพียงคนเดียวที่ติดท็อปสามในการแข่งขันรอบแรกของรายการทาร์เก็ตติงสตาร์ เขาผ่านการออดิชันระดับโลกของค่ายเอจี และฝึกฝนมาประมาณสองปี หลิวเหว่ยผู้เป็นเมนแดนเซอร์ของวงแอร์โรส์เดบิวต์มาพร้อมกับผม แต่หลังจากนั้นเพียงสองปี เขาก็ย้ายไปอยู่ค่ายเพลงในประเทศจีนและถอนตัวออกจากวงอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายแล้ว เขาก็คือคนที่เปิดฉากทำให้วงของพวกเราต้องแตกสลาย
และการหนีกลับประเทศจีนของหลิวเหว่ยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพฤติกรรมแย่ๆ ของผมเลยสักนิด นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจกับเขามากขึ้นไปอีก
…ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าคราวนี้มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม
เอาเถอะ ถ้าคิดว่าผมเองก็เคยเป็นสมาชิกที่คอยหาเรื่องทะเลาะกับเขา มันก็ไร้ประโยชน์ที่ผมจะมาคิดเรื่องพวกนี้ในตอนนี้
“ฟู่…”
ผมมายืนหยุดอยู่หน้าห้อง 203 สูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความรู้สึกเกร็งเล็กน้อย
‘ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่เลยแฮะถ้าต้องเจอหน้าหลิวเหว่ยตอนนี้ ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็… ไม่สิ ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ไม่ใช่สมาชิกในวงเราเลยจะดีกว่า…’
ขณะที่ผมกำลังพึมพำกับตัวเองและค่อยๆ เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู
“เอ๊ะ?”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ออกแรงบิด ลูกบิดประตูกลับหมุนเปิดออกเองเสียก่อน
“ว้าว ยินดีต้อนรับนะ เพื่อน!”
จากนั้น ใบหน้าของคนที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับอ้าแขนต้อนรับผมอย่างอบอุ่น
Social Plugin