เธอกำปากกาในมือแน่นขึ้น พลางจ้องเขม็งไปที่คิมชุนยง
สิ่งที่มินซียองพูดออกมานั้นมีเหตุผลและน้ำหนักอย่างปฏิเสธไม่ได้
สิ่งที่คิมชุนยงทำกับการเรียบเรียงเพลง หากมองในแง่ดีก็คือการใช้ไหวพริบอย่างชาญฉลาด แต่หากมองในแง่ลบ มันคือการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎกติกาชัดๆ
และในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีทางที่มันจะดูน่าประทับใจในสายตาของมินซียอง ผู้ซึ่งประกาศกร้าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะตัดสินความพยายามและทักษะของผู้เข้าแข่งขันทุกคนด้วยความ ‘ยุติธรรม’
“……”
เมื่อสายตาของคิมชุนยงและมินซียองประสานกัน บรรยากาศความตึงเครียดก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย เธอยกคิ้วขึ้นใส่เขา แต่ใบหน้าของคิมชุนยงยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้จะมีความตึงเครียดซ่อนอยู่เบื้องหลังก็ตาม
และแล้ว…
“…ฉันไม่สามารถให้คะแนนสำหรับสเตจนี้ได้ค่ะ ฉันจะให้คะแนนที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะให้ได้”
“……!”
คำพูดของเธอทำให้คิมชุนยงลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เหล่าเมนเทอร์คนอื่นๆ เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
แม้กระทั่งเมนพีดีที่กำลังจดจ่ออยู่กับการเก็บแอร์ไทม์ออกอากาศ ก็ยังต้องตกตะลึงกับคำพูดที่เหนือความคาดหมายนี้
“คะแนนต่ำสุดงั้นเหรอ? มินซียองสติหลุดไปแล้วหรือไงเนี่ย? อ่า ต้องเป็นการเล่นใหญ่แน่ๆ! เล่นใหญ่เพื่อเอาไปตัดต่อออกอากาศสินะ!”
เมื่อเห็นว่าโปรดิวเซอร์อ้าปากค้าง มินซียองก็ไม่รอช้าที่จะคว้าโอกาสนี้พูดต่อทันที
“ตอนนี้ฉันจะไม่ให้แม้แต่คำวิจารณ์ด้วยซ้ำค่ะ… มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะทำได้ดีหรือไม่ดี… แต่จุดเริ่มต้นมันผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว นี่มันถือเป็นอุบัติเหตุในการออกอากาศเพราะทีมงานฝ่ายผลิตไม่ได้ตรวจสอบให้รอบคอบตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายทำค่ะ”
“เอ่อ แต่สุดท้ายแล้วเวลาก็เท่ากันที่สองนาทีไม่ใช่เหรอครับ? การไม่ให้คะแนนเขาเลยมันดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนะ… ให้เขาลองแสดงเพลงอื่นอีกสักเพลงดีไหมครับ?”
นาจีฮยอกที่นั่งอยู่ข้างๆ รู้สึกร้อนรนจนต้องรีบออกโรงช่วยแก้ต่างให้ ทว่าเธอยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น
“ต่อให้คุณจีฮยอกจะพูดแบบนั้น ฉันก็ไม่เปลี่ยนใจค่ะ ถึงเขาจะแสดงใหม่อีกรอบ ฉันก็จะไม่ให้คะแนนเด็กฝึกคิมชุนยงอยู่ดี”
ในความคิดของเธอ การที่รายการเซอร์ไวเวิลควรได้รับการประเมินอย่างยุติธรรมนั้นมีน้ำหนักมากกว่าการมาชื่นชมโชว์ดีๆ ของคิมชุนยง
ยิ่งไปกว่านั้น จากความคิดลึกๆ ภายในใจที่ไม่มีใครล่วงรู้ เธอยังรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้เหล่าเด็กฝึกสายเลือดบริสุทธิ์ของค่ายเอจีที่เธอเฝ้ามองมาตั้งแต่เด็กต้องมาเสียเปรียบแบบนี้
“ฉันขอจบการประเมินเพียงเท่านี้ค่ะ ทุกอย่างจบแล้ว”
“……”
ทว่า แม้เธอจะประกาศออกมาเช่นนั้น ความเงียบงันชวนอึดอัดก็ยังคงปกคลุมไปทั่วทั้งกองถ่าย
ทำไมกันล่ะ?
เป็นเพราะการแสดงของคิมชุนยงมันยังคงยอดเยี่ยมมากงั้นเหรอ? หรือเพราะเธอไม่อาจจินตนาการได้ว่าผู้คนจะมองเด็กฝึกคนนี้อย่างไรในอนาคตกันแน่?
หรือบางทีอาจเป็นเพราะ…
“…ฉันจะให้เขาหนึ่งร้อยคะแนนเต็ม”
คิมชุนยงกำลังสัมผัสได้ใช่ไหมว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากใครบางคนในอนาคต?
“—!”
เสียงแผ่วเบาของจินดาซลที่บอกว่าจะให้คิมชุนยงหนึ่งร้อยคะแนนเต็มถูกไมโครโฟนจับเสียงเอาไว้ได้
เมื่อได้ยินดังนั้น มินซียองก็ลืมไปสนิทว่ากำลังถ่ายทำอยู่ เธอตวัดสายตาอันคมกริบส่งไปให้จินดาซลทันที
“พวกเขากำลังถ่ายทำกันอยู่นะคะ!”
ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังโกลาหล เมนไรต์เตอร์อีฮยอนจองที่ยืนเหม่อลอยไปมาอยู่ก่อนหน้านี้ ก็รีบตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“เอาล่ะค่ะ! พักกองกันสักครู่ก่อนนะคะ!”
จู่ๆ ก็มีการประกาศพักกองขึ้นมา
“เฮ้อ…”
ผมนั่งลงที่หลังเวที โดยที่ยังไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองคลายความตึงเครียดต่อหน้ากล้องที่ตั้งกระจายอยู่ทั่วทุกมุม
แม้ว่ามือของผมจะสั่นระริกเล็กน้อยจากสถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่ผมก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดึงสติตัวเองเอาไว้
อันที่จริง ถ้าดูแค่ผลลัพธ์สุดท้าย แผนการของผมถือว่าได้ผล
ตั้งแต่แรกแล้ว เป้าหมายของผมคือจินดาซล
ไม่เหมือนกับเมนเทอร์คนอื่นๆ ที่ดูจะลังเลในการให้คะแนนสูงหรือต่ำ จินดาซลคือคนที่มีทิศทางความชอบที่ชัดเจนให้พุ่งเป้าเข้าใส่
…ทว่า การที่รุ่นพี่มินซียองจะเกลียดมันถึงขนาดนี้กลับเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย
ผมคิดไว้แล้วว่ามันคือการเดิมพันแบบได้ทั้งหมดหรือไม่ก็เสียทั้งหมด แต่ก็ไม่คิดเลยว่าปฏิกิริยาจะออกมาขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วขนาดนี้
‘ฉันควรถือว่าตัวเองโชคดีไหมนะ? ไม่สิ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปงัดข้อกับพวกเมนเทอร์หรอก ถ้าครั้งหน้าอยากสร้างความประทับใจให้รุ่นพี่มินซียองล่ะก็…’
ท่ามกลางห้วงความคิดว่าควรจะก้าวต่อไปอย่างไรดีในสถานการณ์นี้ ใครบางคนก็เอ่ยทักผมขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“นี่ นาย”
“…เอ๊ะ?”
ผมรู้สึกประหลาดใจกับตัวตนของคนที่เข้ามาทัก มากกว่าความรู้สึกเย็นเฉียบของกระป๋องเครื่องดื่มเกลือแร่ที่แตะลงบนแก้มเสียอีก
เรือนผมประกายสีน้ำเงินที่ย้อมไล่สองเฉดสี ดวงตาชั้นเดียวที่หางตาตกลงเล็กน้อย
“ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของนายหรอกนะ แต่นายก็รู้นี่ว่านายไม่ควรทำแบบนี้”
“อ่ะ เอาไปสิ นายคงจะคอแห้งอยู่ใช่ไหมล่ะ?”
…น้ำเสียงอันไพเราะนุ่มนวลที่ช่วยปลอบประโลมและทำให้ผมรู้สึกสงบลง
ผมยืนนิ่งอึ้งไปด้วยสีหน้างุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปรับกระป๋องเครื่องดื่มที่เขายื่นส่งมาให้
“บังยูชาน… ใช่ไหมครับ?”
Social Plugin