“บะ… บ้าไปแล้ว”
นาจีฮยอกต้องฝืนกลั้นความรู้สึกอยากปรบมือออกมาอย่างสุดความสามารถโดยไม่รู้ตัว
การไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เคยทำให้เด็กฝึกคนไหนเห็นมาก่อนถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเขา
เพราะคนอื่นอาจคาดเดาเกณฑ์การประเมินของตัวเองจากท่าทางเหล่านั้นได้
‘แต่นี่มันเป็นโชว์ที่ควรค่าแก่การปรบมือให้จริงๆ นะ…!’
แน่นอนว่า ในบรรดาเด็กฝึกที่เตรียมตัวขึ้นเวทีก่อนหน้านี้ ไม่มีใครมีทักษะเทียบเท่าคิมชุนยงเลยสักคน
มีเด็กฝึกที่ทำได้ดีกว่าอย่างแน่นอน แต่พวกเขาก็แค่แสดงสิ่งที่ซ้อมมาให้ดูเท่านั้น
ทว่า คิมชุนยงที่ยืนอยู่ตรงนี้ ได้นำเสนอ ‘การแสดง’ ที่แท้จริงออกมา
ในฐานะคนที่ขึ้นเวทีร่วมสัมผัสลมหายใจเดียวกับผู้ชมอยู่ทุกปี นาจีฮยอกสัมผัสได้ถึงความแตกต่างนั้นอย่างชัดเจน
“ผะ… ผมขอเริ่มการประเมินก่อนนะครับ”
นาจีฮยอกรีบคว้าไมโครโฟนขึ้นมาเป็นคนแรก พลางพูดอย่างระมัดระวังเพื่อซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้
“ทำได้ดีมาก ดีมากๆ เลยครับ การเลือกวางท่อนเพลงทำได้ดี และการวางแผนเปลี่ยนผ่านจากการร้องไปสู่การเต้นตอนที่เพลงมิกซ์เข้าหากันก็ทำได้เยี่ยมมาก ผมคิดว่านี่เป็นสเตจที่ดึงเอาจุดเด่นของคุณออกมาได้อย่างชัดเจนเลยครับ …แน่นอนว่าเรื่องการร้องยังต้องฝึกซ้อมเพิ่มอีกหน่อยนะครับ”
หลังจากแฝงคำวิจารณ์เบาๆ ลงในฟีดแบ็กแล้ว นาจีฮยอกก็ส่งไมโครโฟนต่อให้คนข้างๆ ด้วยความพอใจในการตัดสินของตัวเอง
เมื่อมุนยุนฮามองไปยังคิมชุนยงด้วยสายตาสับสนและซับซ้อน เธอก็ให้ความเห็นสั้นๆ เหมือนก่อนหน้านี้
“…เป็นสเตจที่สมกับชื่อดี ทำได้ดีมาก”
ทว่า ไม่มีใครรู้สึกเลยว่านั่นไม่ใช่คำชมที่ดีพอ
“……”
จินดาซลที่รับไมโครโฟนมาเป็นคนที่สามอย่างเหนือความคาดหมาย นิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ยปากออกมา
บรรยากาศที่เงียบขรึมเป็นพิเศษของเขาชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งแขน
และแล้ว จินดาซลก็…
“นี่นายคิดจะมาเป็นไอดอลจริงๆ งั้นเหรอ…?”
เขาก่อพายุแห่งความสับสนขึ้นมาในทันที
“อะ… อะไรนะครับ เมื่อกี้ว่า…”
คำพูดสุดช็อกของจินดาซลทำให้เวทีตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ไม่ว่าจะเป็นการพูดเล่นหรือพูดจริง จินดาซลก็เอาแต่จ้องมองคิมชุนยงเขม็ง
“มะ… เมนเทอร์จินดาซลครับ ช่วยขยายความเพิ่มอีกนิดได้ไหมครับ?”
เพื่อกอบกู้บรรยากาศให้ได้ ชเวกาอนที่กำลังเลิกลั่กจึงรีบเข้ามารับหน้าที่ดำเนินรายการต่อ
“อ่า…”
จนถึงตอนนี้ จินดาซลทำเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างเงียบๆ แม้จะได้ยินคำพูดแบบนั้น แต่ครั้งนี้เขากลับจับไมโครโฟนขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ
“คือว่านะ… ฉันแค่คิดว่า นายไม่จำเป็นต้องเป็นไอดอลก็ได้น่ะ”
“ขอรายละเอียดเพิ่มอีกหน่อยครับ!”
ชเวกาอนตะโกนบอกพลางเหงื่อแตกพลั่ก
คำว่า “ขอเพิ่มอีก พูดอีก!” ปรากฏขึ้นมาชัดเจนบนหน้าจอเทเลพรอมป์เตอร์ แต่จินดาซลไม่ได้สนใจจะมองมันเลยสักนิด
ในที่สุด หลังจากชเวกาอนชี้นิ้วไปที่จอพรอมป์เตอร์ จินดาซลก็ยอมเปิดปากพูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“…นายเต้นเก่งมาก ท่าเต้นนี้ คิดขึ้นมาเองเหรอ?”
เมื่อสังเกตปฏิกิริยาของเหล่าเมนเทอร์อย่างถี่ถ้วน คิมชุนยงก็รีบตอบกลับไปทันที
“ครับ ใช่ครับ ผมคิดขึ้นมาเองครับ”
ตอนที่ขึ้นแสดงในงานเทศกาลดนตรี เขาเป็นคนคิดท่าเต้นขึ้นมาเอง และได้รับการขัดเกลาเพิ่มเติมจากรุ่นพี่ที่เรียนเอกการเต้น
ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องที่คิมชุนยงเป็นคนสร้างสรรค์มันขึ้นมาก็เป็นความจริง
ด้วยความรู้สึกผิดในใจที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คำตอบอันจริงจังของคิมชุนยงก็ทำให้จินดาซลยิ่งดูขรึมขึ้นไปอีก ก่อนจะค่อยๆ พูดต่อ
“ฉันไม่อยากให้นายไปเป็นไอดอลเลย… แต่อยากให้นายมาเข้าทีมเต้นของฉันมากกว่า”
เหล่าเด็กฝึกตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ทุกคนต่างเข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดของจินดาซลที่ชวนให้คิมชุนยงเข้าทีมเต้นของตัวเองเป็นอย่างดี
‘พรสวรรค์ด้านการเต้นของหมอนั่นมันเหนือชั้นกว่าระดับไอดอลไปแล้ว!’
เมื่อได้ยินคำพูดหลุดกรอบอย่างต่อเนื่องของจินดาซล โปรดิวเซอร์ที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังกล้องก็ปรบมืออย่างยินดีปรีดา
“ให้ตายสิ เจ้าหมอนั่น คิมชุนยง ฉันก็หวังให้เขาทำได้ดีอยู่หรอกนะ แต่ไม่นึกว่าจะทำได้ถึงระดับนี้เลย?”
คิมชุนยงที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ จึงตอบกลับไปด้วยท่าทีที่ประหม่าเล็กน้อยแต่ยังคงความสุขุมเอาไว้
แน่นอนว่าในสายตาของเมนพีดี ฉากนี้จะต้องเป็นซีนที่ตัดต่อออกมาได้สมบูรณ์แบบที่สุด
“ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ… แต่ผมอยากเป็นไอดอลครับ ถึงอย่างนั้นก็ขอบคุณสำหรับความหวังดีมากๆ นะครับ”
“อืม ถ้าคุยกันทีหลังก็ไม่มีปัญหานะ มีเบอร์โทรศัพท์ฉันหรือยังล่ะ…”
นี่ก็เป็นอีกฉากที่ต้องเอาไปใช้!
“เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาฟังการประเมินจากเมนเทอร์มินซียองกันบ้างดีไหมครับ?”
ชเวกาอนรีบพูดแทรกตัดบทจินดาซลที่กำลังตัดสินตามความชอบส่วนตัวทันที เพื่อดำเนินรายการต่อไป
“……”
ใบหน้าที่ปกติจะไร้อารมณ์ของจินดาซลเผยความเสียดายออกมาเล็กน้อย
“…พวกโปรดิวเซอร์”
เพราะคำพูดนั้นพุ่งเป้าไปที่ทีมงาน ไม่ใช่คิมชุนยงที่อยู่บนเวที ทีมงานจึงรีบเขียนเครื่องหมาย ‘????’ ลงบนสมุดสเก็ตช์ภาพทันที
“ทำไมถึงไม่ตรวจสอบเพลงล่วงหน้ากันก่อนคะ?”
คำพูดของมินซียองช่างเฉียบคมและแทงใจดำ
“แบบนี้มันขัดกับความยุติธรรมนะคะ โดยเนื้อแท้แล้ว เขาแสดงไปถึงสองเพลง เด็กฝึกคนอื่นทำแบบนี้ไม่ได้เพราะไม่มีความสามารถงั้นเหรอคะ? ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะ”
Social Plugin