‘…เพลงนี้ มันเอามาเต้นไม่ได้นี่นา’
ใช่แล้ว
เพลงนี้ขาดองค์ประกอบที่เป็นเทรนด์การแสดงของไอดอลในยุคนี้อย่างท่าเต้นกลุ่มที่พร้อมเพรียงหรือช่วงแดนซ์เบรก
ด้วยเหตุนี้ วงเอ็กโซลิตีจึงเน้นนำเสนอเนื้อเสียงอันมีชีวิตชีวาและการสื่อสารผ่านสีหน้าเป็นแกนหลักในเพลง "เดอะซันไชน์บีไฮด์มี" เพื่อชดเชยท่อนไฮโน้ตอันดุดันและท่าเต้นทรงพลังที่ใส่ไว้ในเพลงไตเติลอื่นๆ ทว่า คิมชุนยงไม่ได้เหมือนกับวงเอ็กโซลิตี เขาไม่สามารถขึ้นโชว์สองเพลงพร้อมกันได้
‘เด็กฝึกแต่ละคนแสดงได้แค่สเตจเดียวเท่านั้น’
เด็กฝึกหนึ่งคนส่งเพลงได้แค่เพลงเดียว และจำกัดความยาวในการเรียบเรียงของทีมโปรดักชันไว้เพียงแค่ราวๆ สองนาทีเท่านั้น
‘เฮ้อ ถ้าทำแบบนี้ รุ่นพี่มินซียองต้องหาเรื่องติอีกแน่ แล้วฉันก็คงช่วยกางปีกปกป้องไปตลอดไม่ได้หรอกนะ…’
ถึงอย่างนั้น หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์แล้ว นาจีฮยอกก็รีบจรดปากกาเขียนข้อความที่คิดจะใช้ช่วยแก้ต่างลงไปข้างใบประวัติของคิมชุนยงทันที
แม้การจะคอยปกป้องไปเสียทุกเรื่องจะเป็นเรื่องยาก แต่ในเมื่อได้รับค่าจ้างมาทำงานนี้แล้ว เขาก็ไม่สามารถทำมันแบบขอไปทีได้
ทว่า ในตอนนั้นเอง
“…เอ๊ะ? เสียงดนตรีเป็นอะไรไปน่ะ?”
แกรก… แกรก… ช็อต… ช็อต…
หลังจากคิมชุนยงเริ่มแสดงไปได้ประมาณหนึ่งนาที
เสียงดนตรีประกอบที่เปิดคลอมาอย่างราบรื่นก็เริ่มส่งเสียงแตกพร่าและขาดๆ หายๆ ก่อนที่บีตเพลงอื่นจะเริ่มแทรกซ้อนเข้ามาจากด้านหลัง
ความผิดปกตินี้ทำให้เหล่าเมนเทอร์ แม้กระทั่งทีมงานหลังกล้อง ต่างพากันงุนงงสับสน
“ทีมเสียงยืนยันแล้วครับว่าอุปกรณ์ไม่ได้ขัดข้องอะไร”
“อ้าว แล้วทำไมเพลงตอนนี้ถึงดังออกมาแบบนั้นล่ะ?”
“ต้องสั่งคัตแล้วเริ่มถ่ายเทกใหม่ไหมครับเนี่ย? โธ่เอ๊ย จะบ้าตายอยู่แล้ว”
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความโกลาหลและพะวงอยู่แค่งานถ่ายทำ ใครบางคนที่กำลังจ้องมองไปยังใจกลางเวทีก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและไม่มั่นใจนัก
“…เหมือนจะตั้งใจทำนะ”
คนพูดคือจินดาซล
เขาเป็นคนที่นั่งเงียบกริบตลอดการประเมินเด็กฝึกคนอื่นๆ จนถึงตอนนี้ พอเขาเอ่ยปากขึ้นมา ทุกคนจึงหันไปมองเขาตาค้าง ก่อนจะรีบหันขวับกลับไปมองที่เวทีด้วยความตกใจ
“…พระเจ้าช่วย”
จินดาซลพูดถูก
ในเสี้ยววินาทีที่เพลงถูกตัดจบลงอย่างกะทันหันจนดูเหมือนเกิดอุบัติเหตุในการออกอากาศ คิมชุนยงก็ขยับข้อต่อร่างกายเด้งรับตามจังหวะอย่างลื่นไหล พลางเสียบไมโครโฟนลงบนขาตั้งไมค์
เขาพลิกหมวกบีนนี่ใบใหม่ออกจากกระเป๋าโดยไม่มีใครทันสังเกต พลิกกลับด้าน แล้วเริ่มก้าวเท้าลงบนเวที
ระหว่างนั้น บทเพลงก็ได้เปลี่ยนไปเป็นอีกเพลงหนึ่งโดยสิ้นเชิง
เสียงผิวปากจากเพลง "เดอะซันไชน์บีไฮด์มี" ยังคงดังแทรกอยู่ ทว่าบัดนี้มันกลายเป็นเพลงป็อปที่มีบีตซินธ์อันเฉียบคมและลื่นไหล
มันคือเพลงที่คิมชุนยงทุ่มเทฝึกซ้อมมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในห้องซ้อมนั่นเอง
“ฉันชอบเสื้อเชิ้ตสีดำของเธอจัง โอ้ เสื้อเชิ้ตสีดำตัวนั้น”
คิมชุนยงยืดแขนและขาออกอย่างแม่นยำสอดรับกับเนื้อเพลง
จากนั้น เมื่อเสียงผิวปากของเพลง "เดอะซันไชน์บีไฮด์มี" ดังขึ้น เขาก็หมุนตัวอย่างเท่ระเบิด ช่วยปัดเป่าท่าเต้นที่อาจจะดูขัดหูขัดตาให้กลายเป็นความสดใหม่และน่าทึ่ง
“ยามที่เธอยิ้มออกมา ฉันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เธอเองก็รู้ใช่ไหม นั่นคือสิ่งที่เธอคิดอยู่เหมือนกัน ที่รัก”
บทเพลงและท่าเต้นนี้มีความหมายสุดพิเศษสำหรับคิมชุนยง
มันคือช่วงปีแรกหลังจากที่เขาเพิ่งเดบิวต์ ก่อนที่ครอบครัวของเขาจะประสบอุบัติเหตุ
มันคือท่าเต้นที่เขาเคยขึ้นแสดงบนสเตจพิเศษในงานเทศกาลดนตรีกาโยแดชุกเจ
‘นี่คือแฟนแคมแรกและแฟนแคมสุดท้ายที่ยอดวิวแตะหนึ่งล้านครั้ง’
เมื่อทบทวนถึงพัฒนาการของตัวเอง หรือความไม่ก้าวหน้าเลยเมื่อเทียบกับค่าสถานะที่ไม่กระดิกไปไหนหลังจากเดบิวต์มาหนึ่งปี คิมชุนยงรู้ดีว่าเขาต้องเลือกและมุ่งเน้นไปที่จุดสำคัญ
อะไรคือสิ่งที่ต้องโชว์ อะไรคือสิ่งที่ต้องยอมตัดทิ้ง และจะคว้าสิทธิ์เดบิวต์มาครองอย่างปลอดภัยได้อย่างไร
ดังนั้น เขาจึงเลือกสิ่งนี้
ในรายการแข่งขันเซอร์ไวเวิลของเหล่าไอดอล จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีไอดอลคนหนึ่งนำสเตจในตำนานของตัวเองกลับมาแสดงใหม่อีกครั้ง?
แน่นอนว่า…
“โห สุดยอดไปเลย!”
นาจีฮยอกที่เผลออุทานออกมาด้วยความทึ่ง อ้าปากค้างพลางรีบขีดฆ่าข้อความที่เพิ่งเขียนลงบนใบประวัติทิ้งไปทันที
การเต้นที่คิมชุนยงกำลังโชว์อยู่ตอนนี้น่ะเหรอ?
ต่อให้เป็นเด็กห้าขวบมานั่งดู ก็คงต้องปรบมือแปะๆ แล้วร้องขอเข้าไปเล่นด้วยแน่ๆ
ไม่สิ ไม่ต้องไปเทียบถึงเด็กห้าขวบหรอก
“……”
สีหน้าของเด็กฝึกคนอื่นๆ ที่เพิ่งแสดงสเตจของตัวเองจบแล้วลงไปนั่งอยู่นั้น ได้สื่อความหมายออกมาอย่างชัดเจนในทันที
พวกเขาทุกคนต่างมีสีหน้าแบบเดียวกัน สีหน้าที่บ่งบอกความรู้สึกออกมาตรงกันว่า
‘หมอนั่นกำลังเต้นบ้าอะไรอยู่บนนั้นน่ะ?’
“อย่าพูดอะไรเลยนะ ที่รัก พวกเราสามารถอยู่ด้วยกัน หลับฝันไปด้วยกัน เคียงข้างกันตลอดไป”
‘เดบิวต์งั้นเหรอ? ฉันจะทำให้ได้เลยคอยดู ไอดอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์เคป็อปงั้นเหรอ? ฉันจะทำมัน ฉันจะทำให้ได้!’
เพราะฉะนั้น…
‘ฉันจะไม่มีวันกลับไปใช้ชีวิตในวันเวลาแบบนั้นอีกเด็ดขาด’
คิมชุนยงส่งยิ้มเจื่อนๆ พลางถอดหมวกบีนนี่ที่สวมอยู่ออกแล้วโยนทิ้งไป
“ไปด้วยกันนะ”
การแสดงจบลงในจังหวะที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
Social Plugin