พี่แจฮาต้อนรับคิมจูอันที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึงเดือนด้วยรอยยิ้มสดใสและอบอุ่น
“สวัสดีครับ เพิ่งมาถึงเหรอ?”
“ใช่ครับ ข้างนอกอากาศร้อนมากๆ เลย ตอนพี่เดินขึ้นมาไม่ร้อนเหรอครับ?”
“อ๋อ พี่มาตั้งแต่เช้าตรู่แล้วขลุกอยู่ในห้องซ้อมน่ะ เลยไม่รู้เลยว่าข้างนอกร้อนขนาดนี้ ดื่มน้ำผลไม้ของพี่ก่อนไหม?”
“เอ๋ ให้ผมดื่มได้จริงๆ เหรอครับ?”
คิมจูอันทำท่าเหมือนจะซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหลให้กับความใจดีของพี่แจฮา
ก็นะ พี่แจฮาเป็นคนดีเกินเบอร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ความเอื้อเฟื้อของเขาคงไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไรลึกซึ้งหรอก ก็แค่เป็นห่วงเพราะเห็นว่าข้างนอกอากาศร้อนเท่านั้น
แต่คิมจูอันไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ
“ขอบคุณมากครับพี่ เพราะมีพี่อยู่แท้ๆ ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองปรับตัวเข้ากับค่ายนี้ได้เร็วขึ้นมากเลย”
“หืม? เพราะพี่เหรอ?”
“ใช่ครับ ก็พี่ใจดีกับผมขนาดนี้นี่นา…”
ดูสายตาประจบประแจงชวนเลี่ยนนั่นสิ ให้ตายเถอะ
ทำตัวเหมือนกับมีกล้องตั้งอยู่ในห้องสัมมนานี้แล้วเริ่มสร้างภาพลักษณ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เลยนะ
คราวที่แล้วก็ทำแบบนี้ แล้วรอบนี้ก็ยังจะทำซ้ำรอยเดิมอีก
ที่นี่ยังไม่มีกล้องสักตัวเลยเหอะ
ต่อให้พวกสถานีโทรทัศน์ยุคนี้จะชอบตัดต่อหาเรื่องแค่ไหน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็บอกให้รู้ล่วงหน้าว่ามีกล้องอยู่ตรงไหนบ้าง
จะหันหน้าเข้าหากล้องยังไง? แล้วรู้เหรอว่าตรงไหนจะโดนถ่ายอะไรไปบ้าง?
เอาไว้หลังจากนี้ พวกเขาอาจจะแอบติดตั้งกล้องตามใจชอบ แต่นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคตต่างหาก
“คิมจูอัน ไม่ต้องมาเล่นละครหรอก แถวนี้ยังไม่มีกล้องสักตัว”
และราวกับได้ยินเสียงในความคิดของผม เสียงอันเย็นชาทุ้มต่ำสายหนึ่งก็ดังสวนขึ้นมาขัดคิมจูอัน
เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่แจฮานั่นเอง
“…เอ๊ะ? หมายความว่ายังไงเหรอครับ?”
เมื่อเจอดอกนี้เข้าไปตรงๆ คิมจูอันก็ฝืนยิ้มแหยๆ แล้วถามกลับ
เด็กหนุ่มผมฟอกสี ผิวขาวจัด รูปร่างสูงโปร่ง หัวเราะหึในลำคอก่อนจะพูดซ้ำอีกรอบ
“ยังไม่ต้องรีบสร้างภาพหรอก จะรีบเหนื่อยไปทำไมตั้งแต่ตอนนี้? เห็นแล้วมันรำคาญตาน่ะ”
“ผมไม่เข้าใจว่าพี่พูดเรื่องอะไร เอ่อ… พี่ชื่ออะไรนะครับ…”
“ฉันชื่อจีฮวาซอง จี-ฮวา-ซอง จำชื่อพี่แจฮาได้แม่นขนาดนั้น แต่กลับจำชื่อฉันไม่ได้เนี่ยนะ?”
จีฮวาซองก็เป็นอีกหนึ่งในเด็กฝึกระดับหัวกะทิที่อยู่กับค่ายเอจีมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกับพี่แจฮา
“ฮะๆ ตลกชะมัด ทำไมถึงไม่รู้จักฉันล่ะ? ความจำสั้นขนาดนั้นเลยเหรอ?”
และเขาก็เป็นปีศาจไม่กี่คนที่สามารถปราบพยศคิมจูอันได้อยู่หมัด
แถมยังเป็น… สมาชิกที่ได้ร่วมเดบิวต์ในวงแอร์โรวส์จากรายการ <ทาร์เก็ตติงสตาร์> เหมือนกับผมด้วย
‘พี่ เลิกกินเหล้าได้แล้ว เห็นสภาพพี่แบบนี้แล้วมันหงุดหงิดจนแทบจะเป็นบ้า พี่เป็นไอดอลหรือเป็นพวกติดเหล้าเรื้อรังกันแน่วะ? กลิ่นละมุดหึ่งเชียว’
ตลอดเวลาที่เคยอยู่วงเดียวกัน ผมเคยโดนหมอนี่เหน็บแนมและแกล้งสารพัดรูปแบบมานับไม่ถ้วน
ซึ่งแน่นอนว่า ผมเคยโดนหนักกว่านี้มาเยอะ
“เอ่อ…”
ไม่รู้ว่ากำลังสับสนกับคำพูดขวานผ่าซากของจีฮวาซองหรือเปล่า คิมจูอันจึงได้แต่อึกอักพลางมองสลับไปมาระหว่างพี่แจฮากับจีฮวาซอง
“ก็พวกเราไม่ค่อยได้เจอกันนี่ครับ…”
“หืม? ไม่ใช่มั้ง ฉันนั่งอยู่ข้างพี่แจฮาตลอดเวลาที่นายอยู่แถวนี้นั่นแหละ หรือว่าฉันล่องหนได้? แปลกจัง ฉันตัวสูงขนาดนี้ก็น่าจะสะดุดตาแท้ๆ”
“เอ่อ ไม่ใช่แบบนั้นครับ พี่ฮวาซอง…”
“หา? พวกเราสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่? ไปเห็นตอนไหนว่าพวกเราซี้กันถึงได้มาเรียกฉันว่าพี่ฮวาซอง? จนถึงเมื่อกี้ยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
ถึงแม้จะอยู่ห่างออกมาพอสมควร แต่ผมก็มองเห็นกำปั้นของคิมจูอันที่กำลังสั่นระริกด้วยความโกรธ สภาพแบบนั้นจะมองว่าน่าสงสารก็น่าสงสารอยู่หรอก…
แต่มันก็น่าแปลกใจจริงๆ
ทำไมตอนอยู่ต่อหน้าผมถึงกล้าหาเรื่องอย่างไม่เกรงกลัว แต่พอโดนคนที่อายุน้อยกว่าปีหนึ่งตอกกลับด้วยความจริงแค่นี้ ถึงได้หุบปากเงียบเถียงไม่ออกกันล่ะ?
“พรืดดด”
อ๊ะ เสียงหัวเราะนั่นไม่ใช่เสียงผมนะ แต่เป็นเสียงของเด็กฝึกอีกคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมต่างหาก
“…คิมชุนยง แก…”
แต่ดูเหมือนคิมจูอันจะคิดว่าเสียงหัวเราะเยาะนั่นมาจากผม
ผมทำเป็นไม่สนใจสายตาเคียดแค้นที่คิมจูอันส่งมา ถึงตอนนี้พวกเราจะอายุเท่ากันตามบัตรประชาชน แต่ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมจะต้องไปลดตัวต่อปากต่อคำกับเด็กที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์น้อยกว่าผมถึงแปดปี
ต่อให้ไม่ใช่หมอนี่ หลังจากนี้ก็ยังมีเรื่องอื่นให้ต้องรับมืออีกตั้งเยอะแยะ
“อะไรกันเนี่ย สนิทกันเร็วขนาดนี้เลยเหรอทุกคน?”
ในจังหวะนั้นเอง ราวกับนัดเวลาแกล้งกันไว้ ประตูห้องสัมมนาก็ถูกผลักเปิดออกอย่างอารมณ์ดี
ดวงตาเฉียบคมเป็นประกายอยู่ใต้กรอบแว่นตาทรงกลม พร้อมกับสันกรามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์
“…อา”
ผมส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ ให้กับใบหน้าที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
จูชอลยอง เมนพีดีแห่งรายการ <ทาร์เก็ตติงสตาร์>
มือทองผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรายการเซอร์ไวเวิลไอดอลชื่อดังอย่าง <ไดฟ์ลิตเติลสตาร์> และ <เรดี้ฟอร์ไอดอล> ชายผู้เป็นดั่งไมดาสแห่งวงการเซอร์ไวเวิล
“ถ้าทุกคนสนิทกันดีมีความสุขขนาดนี้ รายการฉันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจให้ดูน่ะสิ”
…มนุษย์ผู้ไร้หัวใจและไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง!
แค่คิดถึงความยากลำบากแสนสาหัสที่ต้องเผชิญเพราะผู้ชายคนนี้ มือทั้งสองข้างของผมก็เริ่มสั่นเทา
ผมต้องแอบจิกมือลงบนหน้าขาตัวเองแน่น เพื่อห้ามใจไม่ให้เผลอยื่นเท้าออกไปขัดขาพีดีที่กำลังเดินผ่านหน้าไป
“เอาเป็นว่า ช่างมันเถอะ เปิดกล้องได้แล้วพวกนาย ทุกคนอยากเป็นไอดอลใช่ไหมล่ะ? นั่นคือเหตุผลที่พวกนายมาร่วมรายการเซอร์ไวเวิลนี้เพื่อขายหน้าตาตัวเองไม่ใช่หรือไง”
คุณพีดีผู้ไม่รับรู้ถึงความปั่นป่วนในใจของผมแม้แต่น้อย เดินตรงไปยังหน้าห้องสัมมนาอย่างสบายอารมณ์พลางหัวเราะร่า
ด้านหลังของเขามีคนเขียนบทน้องเล็กที่มีรอยคล้ำใต้ตาและสีหน้าเหนื่อยล้า กำลังเดินกุลีกุจอตามหลังมาติดๆ
“โธ่ พีดีคะ ไปพูดกับเด็กๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน…”
แม้คนเขียนบทน้องเล็กจะเอ่ยปากท้วง แต่คุณพีดีก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
“ทำไมล่ะ? ฉันพูดอะไรผิดไปเหรอ ฮาจุน รายการมันต้องออกมาน่าตื่นเต้นสิ ทุกคนควรจะได้รู้ความจริง ในเมื่อทุกคนตรงนี้กำลังจะได้เดบิวต์ รู้ตัวไว้แต่เนิ่นๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ?”
เขาเดินแจกกระดาษกับปากกาที่ถือติดมือมาให้กับพวกเด็กฝึกอย่างร่าเริง แล้วพูดต่อ
“งั้นเรามาเริ่มจากพวกเพื่อนๆ ที่มาถึงก่อนเวลากันก่อนเลยนะ ก่อนที่เราจะเริ่มการสัมภาษณ์รอบแรก ทุกคนจะต้องเขียนหนังสือให้คำมั่นสัญญาเสียก่อน ถ้าอ่านดูพวกนายก็จะเข้าใจ แต่ใจความหลักๆ ก็คือ พวกนายต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการกระทำในอดีตของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว”
“…”
“เข้าใจที่ฉันกำลังพูดใช่ไหม? ถ้าไม่เข้าใจ พวกนายคงไม่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้หรอก”
ทันทีที่จูชอลยองพูดจบ ก็ไม่มีใครในห้องที่ไม่เข้าใจความหมายของเขา
มันคือปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นได้ทั่วไปในหมู่เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบหรือยังเรียนอยู่
ความรุนแรงในโรงเรียน
หรือต่อให้ไม่ใช่เรื่องนั้น ในอดีตของแต่ละคนก็คงมีชนักติดหลังบางอย่างที่อาจจะส่งผลเสียตอนเดบิวต์ได้อย่างแน่นอน
“พวกนายบางคนอาจจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำลงไป หรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย บางคนอาจจะคิดในใจว่า ‘เรื่องแค่นี้คงไม่โดนจับได้หรอกมั้ง?’ แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเลยสักนิดเดียว”
Social Plugin