ตัวปัญหากลับมาแล้ว! - ตอนที่ 40

แม้จะผ่านการเปิดอกคุยกันอย่างลับๆ ในช่วงรุ่งสางมาแล้ว แต่ท่าทีของจีฮวาซองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือในทันที ทว่าก็อย่างที่รู้กัน

ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เสมอ

“โลแกน”

หลังมื้อเช้า การซ้อมเต้นก็ดำเนินต่อไป

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบเหมือนเมื่อวาน เสียงเพลงดังกึกก้องไปทั่วห้องในขณะที่ทุกคนกำลังขยับร่างกายตามจังหวะ จู่ๆ จีฮวาซองก็กดหยุดเพลงแล้วส่งเสียงเรียกโลแกน มันเป็นจังหวะหลังจากที่โลแกนเพิ่งเต้นผ่านท่อนที่เคยทำพลาดไปถึงเจ็ดรอบเมื่อวานนี้พอดิบพอดี

“จะ…จ๊าก ฮวาซอง มีอะไรเหรอ?”

“…จะตกใจอะไรขนาดนั้น ฉันดูเหมือนจะเข้าไปจับนายกินหรือไง?”

“เปล่าหรอก ก็แค่…”

ผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้เมื่อเห็นโลแกนหันมามองผมด้วยสายตาละห้อยเหมือนลูกหมาที่กลัวโดนดุ ทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้นะ?

จีฮวาซองมองสลับไปมาระหว่างผมกับโลแกน ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน

“…ทำได้ดีแล้วนี่”

“เอ๊ะ ขอโทษนะ นายว่าอะไรนะ พอดีฉันไม่ได้ยินน่ะ!”

“โธ่เว้ย! บอกว่าทำได้ดีแล้วไงเล่า!”

เสียงตะโกนของจีฮวาซองดังกึกก้องไปทั่วห้องซ้อม

เมื่อมองผิวเผิน มันแทบไม่ต่างจากการตวาดดุเหมือนเมื่อวานเลยสักนิด หรืออาจจะดูดุดันกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

แต่เนื้อความในคำพูดนั้นไม่ได้เจือความโกรธอยู่เลย

ผมจึงรีบหันไปพูดกับโลแกนที่กำลังยืนเบิกตากว้างมองจีฮวาซองด้วยความตกตะลึง

“เขาบอกว่านายทำได้ดีแล้ว ท่อนที่ทำพลาดเมื่อวานวันนี้นายไม่พลาดเลยสักนิด ฉันเองก็เห็นเหมือนกันนะโลแกน นายพัฒนาขึ้นเยอะมาก ทำได้ดีมากเลย”

“อ้าว จริงเหรอเนี่ย! ว้าว ขอบคุณนะฮวาซอง แล้วก็ขอบคุณพี่ชุนยงด้วยครับ! นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมได้รับคำชมแบบนี้!”

“คนบ้าอะไรต้องตะโกนชมด้วยวะเนี่ย สมกับเป็นจีฮวาซองจริงๆ สปิริตสตาลินเข้าสิงชัดๆ”

ในขณะที่โลแกนกำลังดีใจจนเนื้อเต้น เกาเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เบะปากบ่นอุบอิบขึ้นมา

“มีอะไรหรือเปล่า? น้อยใจที่เขาไม่ชมตัวเองบ้างงั้นเหรอ?”

“ไม่ใช่สักหน่อยครับพี่ชุนยง! ถึงไม่มีคำชมของจีฮวาซอง เกาเยี่ยนคนนี้ก็ทำได้ดีอยู่แล้วเถอะ!”

“อ๋อเหรอ?”

จีฮวาซองยกยิ้มอย่างมั่นใจตามแบบฉบับของตัวเองพลางย่นจมูกใส่เชิงหยอกล้อ

“อืม… ตอนแรกฉันก็คิดว่าเกาเยี่ยนเองก็ทำได้ดีเหมือนกันนะ แต่ในเมื่อนายไม่อยากได้ยินคำชมพวกนั้น งั้นก็ช่วยไม่ได้ละกัน จากนี้ไปฉันจะซ้อมโดยไม่เอ่ยปากชมนายอีกเลยแล้วกันนะ”

“ทำไมล่ะ! ชมฉันด้วยสิ!”

“ดูทำเข้าสิ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเร็วจริงนะ เมื่อกี้เพิ่งพูดเองไม่ใช่เหรอว่าถึงไม่มีคำชมจากฉันนายก็ทำได้ดีน่ะ?”

พอรู้ตัวว่าคำพูดของตัวเองย้อนแย้ง เกาเยี่ยนก็รีบสวนกลับมาด้วยสำเนียงและจังหวะการพูดที่รัวเร็วยิ่งกว่าผมซึ่งเป็นคนเกาหลีแท้ๆ เสียอีก

“อันนั้นมันคนละเรื่องกันเลย! ในเกาหลีมีสุภาษิตบอกไว้ไม่ใช่เหรอว่า แม้แต่วาฬถ้าได้รับคำชมก็ยังยอมเต้นระบำได้น่ะ แล้วถ้าเกาเยี่ยนได้รับคำชมละก็ จะเต้นได้เก่งกว่าวาฬซะอีกนะ!”

“…เหอะ”

เมื่อได้ยินคำพูดของเกาเยี่ยน จีฮวาซองก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างยอมจำนน ก่อนจะเอื้อมมือไปกอดคออีกฝ่ายอย่างกะทันหัน

“เกาเยี่ยน นายนี่มันตลกชะมัดเลยว่ะ เฮ้ย นายนี่โคตรจะบันเทิงเลย!”

“จู่ๆ ทำไมถึงมาพูดจาเป็นกันเองแบบนี้เนี่ย!”

“แล้วทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ? นายเองก็พูดจาห้วนๆ ใส่ฉันมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ? พวกเราเป็นเพื่อนกันนะเว้ย เพื่อนรุ่นเดียวกันน่ะ!”

“…พอพูดแบบนี้แล้วมันก็สมเหตุสมผลดีแฮะ ตัวฉัน โลแกน แล้วก็จีฮวาซอง พวกเราทุกคนเป็นเพื่อนกันหมดนี่นา”

“โอ้ ถ้างั้นฉันขอกอดด้วยคนได้ไหม?”

การกอดมันดีเสมอแหละ เจ้าลูกหมา โลแกนเดินรี่เข้ามาเหมือนมีหางที่มองไม่เห็นกำลังแกว่งไกวไปมาด้วยความตื่นเต้น แต่จีฮวาซองกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น

“ไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้ พวกเราต้องซ้อมกันก่อน ไว้ค่อยกอดทีหลังแล้วกัน”

“งั้นพวกเรามาเริ่มซ้อมกันต่อเลยเถอะ!”

“เกาเยี่ยนเอาด้วย!”

เพียงชั่วพริบตา ทั้งสามคนก็เข้าขากันได้อย่างลงตัวและเริ่มช่วยกันตรวจเช็กท่าเต้นอย่างกระตือรือร้น ซอบินที่ยืนมองดูมิตรภาพอันแปลกประหลาดของกลุ่มคนวัยเดียวกันตรงหน้าก็ได้แต่พึมพำออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา

“…คนเรามันจะคืนดีกันได้เร็วขนาดนี้ภายในวันเดียวจริงๆ เหรอเนี่ย?”

ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพลางตอบกลับไป

“พวกเขายังเด็ก แถมยังอายุเท่ากันด้วย เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้วน่า”

“แล้วพี่ล่ะเป็นอะไร ทำไมถึงชอบพูดจาเหมือนตัวเองอายุสามสิบไปได้? รู้ตัวไหมว่าพี่เองก็แปลกพอกับเจ้าพวกนั้นนั่นแหละ”

ถึงแม้ว่าก่อนที่ผมจะย้อนเวลากลับมาอายุผมจะเฉียดเลขสามเข้าไปแล้วจริงๆ ก็เถอะ แต่การโดนซอบินที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรมาทักแบบนี้มันก็ทำเอาแอบสะอึกอยู่เหมือนกัน

“ซอบิน”

“หือ…?”

“ช่วงท่อนไอโซเลชันตรงแดนซ์เบรก ไหล่นายยังดูเกร็งและแข็งทื่ออยู่นะ”

“พี่ไปแอบสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย?”

“พวกเราซ้อมอยู่หน้ากระจกนะ แน่นอนว่าฉันต้องมองเห็นอยู่แล้วสิ”

คำพูดจี้ใจดำของซอบินเมื่อกี้มันทำให้ผมแอบเคืองลึกๆ อยู่ข้างใน ผมจึงยื่นมือไปจับไหล่เขาไว้พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้

“เดี๋ยวฉันจะช่วยติวเข้มให้นายเพิ่มเป็นพิเศษเองนะ”

การสอนคนอื่นคือวิธีที่ผมค้นพบว่าสามารถช่วยฟื้นฟูทักษะที่เคยถดถอยไปของตัวเองให้กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ถือซะว่านี่คือการเอาคืนสำหรับทุกช่วงเวลาในอดีตที่นายชอบตามจู้จี้สั่งให้ฉันเลิกเหล้าก็แล้วกันนะ ซอบิน

ใบหน้าของซอบินเริ่มซีดเผือดลงทันทีเมื่อนึกถึงภาพการฝึกซ้อมสุดโหดที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

แต่อะไรที่ดีมันก็คือดีไม่ใช่เหรอ จริงไหม?

Ad Code

Responsive Advertisement