ร่างกายของผมหนักอึ้งราวกับหินถ่วง
ผมกะพริบตาที่พร่ามัวเพื่อประเมินสถานการณ์รอบตัว
คือว่านะ…
ใช่แล้ว ผมเพิ่งถูกจับกุมตัวคาที่หลังจากไปดื่มเมาหัวราน้ำในคลับ แถมยังกระดกยารักษาโรคแพนิกตามเข้าไปอีกเป็นกำมืออยู่ริมถนน
“แทนที่จะต้องอยู่แบบนี้ สู้ตายไปเลยยังดีกว่า! อยากตายโว้ย!”
เพราะเมามากแถมยังกินยาเกินขนาด อาการสารพัดจึงกำเริบขึ้นพร้อมกัน
ทั้งพูดจาไม่รู้เรื่อง ทั้งประสาทหลอน ได้ยินเสียงแว่วไปหมด
สภาพผมตอนนั้นคงดูน่าเวทนาสิ้นดี
นอกจากจะถูกตราหน้าว่าเป็น ‘สมาชิกตัวปัญหา’ แล้ว การถูกจับกุมตัวอย่างกะทันหันแบบนี้ทำให้สิ่งเดียวที่รอคอยผมอยู่ในวงการบันเทิงมีเพียงความสิ้นหวังเท่านั้น
แล้วยิ่งความรู้สึกที่เพื่อนร่วมวงมีต่อผมไม่ได้ดีเด่นอะไรอยู่แล้วด้วย… เผลอๆ คราวนี้พวกนั้นอาจจะอยากฆ่าผมให้ตายคามือเลยก็ได้
อา…
ไหนๆ เรื่องมันก็บานปลายมาถึงขนาดนี้แล้ว บางทีการตายไปเลยอาจจะดีกว่า
“เฮ้ คิมชุนยง ตื่นได้แล้ว”
ทว่าน่าแปลก ทั้งที่เมาขนาดนั้น แต่ผมกลับมีความคิดประหลาดๆ แบบนี้โผล่ขึ้นมาในหัว
– มาทำสัญญากันเถอะ
นับตั้งแต่วันนั้น… วันที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้น ผมโหยหาเพียงสิ่งเดียวมาตลอด นั่นคือโอกาสที่จะได้ย้อนกลับไปแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง
…แต่มันจะเป็นไปได้จริงหรือที่คนเราจะย้อนเวลากลับไปในอดีต?
เว้นเสียแต่ว่าผมจะได้ขายวิญญาณให้ปีศาจจริงๆ
“ฮะๆ…”
ผมเผลอหัวเราะแห้งๆ ออกมาครู่หนึ่ง
“ยังจะมาหัวเราะอีก ทำไมไม่ยอมออกมาสักที เจ้าบื้อเอ๊ย?”
แต่ชักจะแปลกๆ แล้วสิ ทำไมความรู้สึกมันถึงเหมือนกับว่า…
“คิมชุนยง! แม่บอกว่าได้เวลากินข้าวแล้ว!”
ราวกับผมได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงก่อนจะเกิดอุบัติเหตุอย่างนั้นแหละ?
นับตั้งแต่ตกลงไปในหลุมพรางของการติดสุราเรื้อรัง หัวสมองของผมก็มักจะมึนเบลอเหมือนมีหมอกควันปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ทว่าในตอนนี้ ทุกสิ่งรอบตัวกลับแจ่มชัดอย่างน่าประหลาด
หมอนที่แนบอยู่ข้างแก้มสัมผัสนุ่มนวล ผ้าห่มที่คลุมกายอยู่ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบาย ผมซุกหน้าลงกับหมอนแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะชะงักแข็งทื่อไป เมื่อความรู้สึกไม่คุ้นเคยบางอย่างแล่นพล่านเข้ามา
“…เดี๋ยวนะ”
นี่มันเตียงนอนของแม่ผมนี่นา ผมทิ้งมันไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ
แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ในสถานีตำรวจได้ล่ะ?
“ฝันเหรอ? หรือว่าเป็นของขวัญอำลาจากวงการบันเทิงกันแน่?”
ผมดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วเปิดประตูออกไป
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือพี่สาวที่แสนคุ้นเคย เธอรวบผมด้วยยางรัดผมโดนัท สวมแว่นตากรอบกระดองเต่า และยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าถมึงทึง
“บอกให้ออกมายังไงล่ะ เจ้าบ้า นี่คิดจะให้ฉันต้องเดินมาตามถึงที่เลยใช่ไหม?”
ต่อให้ต้องหกสูงมอง ผมก็ดูออกอยู่ดีว่านี่คือพี่สาวของผม ‘คิมโบมี’
“พี่… พี่จริงๆ เหรอเนี่ย?”
“อะไรของแก? ฝันร้ายมารึไง หรือมีใครเอาไม้มาฟาดหัวแกเข้า? ไอ้นี่เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย”
ประโยคคำพูดที่สอดแทรกคำด่าอย่างเผ็ดร้อนแบบนี้ ชัดเจนเลยว่านี่คือพี่สาวของผมตัวจริงเสียงจริง
“พ…พี่?”
ผมโซเซเข้าไปหาเธอแล้วโผเข้ากอดแน่น
หลังเกิดอุบัติเหตุในวันนั้น พี่สาวของผม คิมโบมี ไม่เคยมาเข้าฝันผมเลยสักครั้ง แตกต่างจากพ่อแม่และน้องสาว
ผมเชื่อมาตลอดว่านั่นคือบทเรียนสุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ให้ เพื่อสั่งสอนความผิดพลาดของผมที่นำพาโศกนาฏกรรมมาสู่ครอบครัว
เพราะเธอเป็นครูมัธยมปลาย นี่จึงเป็นวิธีลงโทษในแบบของเธอสำหรับความผิดที่ผมก่อไว้
เธอเชื่อเสมอว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสมควรได้รับการให้อภัย
“เฮ้ย เป็นบ้าอะไรของแกเนี่ย! ปล่อยนะ ทำไมไม่ยอมปล่อยเนี่ย? ปล่อยเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
“ว้าว นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมสองคนนี้ถึงกอดกันกลมแบบนั้นล่ะ?”
มีเสียงที่คุ้นเคยอีกเสียงดังมาจากด้านข้าง เป็นอีกเสียงหนึ่งที่ผมคิดถึงจับใจ เสียงของ ‘คิมนารี’ น้องสาวคนเล็กของผม
ผมดิ้นรนพร้อมกับกวัดแกว่งแขนไปในอากาศเพื่อพยายามจะดึงนารีเข้ามากอดด้วย
“นารี มานี่ด้วยสิ… มาหาพี่หน่อย”
“ประสาทกลับไปแล้วเหรอ! ไม่เอาด้วยหรอก! พ่อคะ แม่คะ! มาดูนี่เร็ว คิมชุนยงเป็นบ้าไปแล้ว!”
“นารี! แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดจาแบบนั้นกับพี่เขาน่ะ!”
“เด็กพวกนี้ทำไมถึงเอะอะโวยวายกันแต่เช้าเนี่ย…”
“แม่… พ่อ… ขอกอดหน่อยครับ เร็วเข้า ผมคิดถึงทุกคนเหลือเกิน…”
ความฝันที่แสนสุขท่ามกลางจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต ต่อให้ต้องตาย ผมก็อยากจะดื่มด่ำและมีความสุขกับความฝันนี้ให้นานที่สุด
พ่อกับแม่ที่เดินออกมาจากในครัวพากันเข้ามาหา ตบไหล่ผมเบาๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใย
“ชุนยง ลูกโอเคไหม? คุณ ดูหน้าผากลูกหน่อยสิ มีไข้หรือเปล่า?”
“อืม ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา… เกิดอะไรขึ้นกันแน่น่ะลูก? ร้องไห้ทำไมกัน?”
ผมร้องไห้ทำไมน่ะเหรอ?
“ไม่อยากจะเชื่อเลย พี่ชายฉันได้รางวัลรุกกี้แห่งปีด้วย เรื่องจริงเหรอเนี่ย…?”
“หืม? พวกเราไปเที่ยวเซบูกันทั้งบ้านดีไหม? แต่ซื้อตั๋วตอนนี้ราคาอาจจะแพงหน่อยนะ”
“…นี่ลูกจองตั๋วไว้แล้วเหรอเนี่ย? คุณพระช่วย! คุณ ดูนี่สิ!”
วันหลังจากที่วงแอร์โรวส์คว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่แห่งปีมาครองได้สำเร็จ
ผมได้เอ่ยชวนทุกคนในบ้านไปเที่ยวต่างประเทศด้วยความภาคภูมิใจ ผมบอกให้พวกเขาวางใจเรื่องการเตรียมตัวทุกอย่าง แล้วแค่จัดกระเป๋าเสื้อผ้ารอก็พอ
ครอบครัวของผมสมควรได้รับรางวัลเป็นทริปท่องเที่ยวแบบนั้นแล้ว พวกเขาคือบุคคลล้ำค่าที่คอยสนับสนุนลูกชายคนรองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างเต็มที่ ตอนที่ผมดึงดันจะมาเป็นไอดอลให้ได้
“อย่านะ อย่านะครับ! พ่อ! แม่!”
“ชุนยง ดูแลนารีด้วยนะ!”
“พี่! ไม่นะ ได้โปรดเถอะ!”
ในวันออกเดินทาง ท่ามกลางรุ่งสางที่เงียบสงัด หากพวกเรารู้ล่วงหน้าว่ารถบัสลีมูซีนที่มีเพียงครอบครัวของเรานั่งอยู่กำลังจะคว่ำ ผมคงไม่เอ่ยปากชวนเรื่องไปเที่ยวเลยแม้แต่คำเดียว
และถ้าหากพวกเรารู้ว่าจะมีเพียงผมคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้…
พวกเราคงจะไม่มีวันออกเดินทางไปทริปนั้นอย่างแน่นอน
นับตั้งแต่วันนั้น โลกที่เคยสดใสเปี่ยมไปด้วยสีสันของผมก็ดับวูบกลายเป็นความมืดมิด
แม้กระทั่งเพื่อนร่วมวงและแฟนคลับที่เคยเป็นห่วงเวลาที่ผมรู้สึกแย่ หรือแม้แต่คนที่เคยมาอยู่เคียงข้างในงานแฟนมีตติ้ง ก็เริ่มตีตัวออกห่างจากผมไปทีละคนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
…มันคงเริ่มมาจากวันนั้น วันที่ผมหนีออกจากงานแฟนมีตติ้งทั้งที่เมามาย เพียงเพื่อจะหลบหนีจากเสียงกรีดร้องหลอนประสาทในหัว
“ผมขอโทษครับ ผมขอโทษจริงๆ… ขอเวลาสักครู่นะครับ ผมต้องออกไปข้างนอกก่อน ขอโทษจริงๆ ครับ”
“เร็กซ์! เร็กซ์!”
ผมไม่คู่ควรกับเสียงเชียร์พวกนี้เลยสักนิด
นับตั้งแต่ที่ผมวิ่งหนีออกจากสถานที่จัดงานแฟนมีตติ้งเพราะความเกลียดชังตัวเองที่ไม่อาจสลัดหลุด ผมก็ไม่สามารถหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก ยิ่งผมทำลายตัวเองมากเท่าไหร่ คนที่ไม่รักผมก็ยิ่งส่งเสียงเชียร์เยาะเย้ยดังขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่หลงเหลืออยู่กับผมไม่ใช่คำว่า ‘ไอดอลที่มีปัญหาทางครอบครัว’ แต่กลายเป็นป้ายตีตราที่แปะไว้ว่า ‘สมาชิกตัวปัญหาที่สภาพจิตใจไม่ปกติ’
เพราะฉะนั้น พวกคุณที่โผล่มาในความฝันของผมจะไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าทำไมผมถึงร้องไห้ และผมก็ไม่ได้คิดจะบอกด้วย เพราะพวกปลิงดูดเลือดอย่างพวกคุณมันก็แค่คนขี้ขลาดตาขาวชั้นต่ำ
ผมก็แค่อยากสัมผัสความอบอุ่นนี้ไว้เท่านั้นเอง
ฮึก…
ผมเลือกที่จะกัดริมฝีปากแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างน่าสมเพช
คนในครอบครัวเริ่มหันไปกระซิบกระซาบกันเอง
“หน้าตาคิมชุนยงเป็นสิ่งเดียวที่พอดูได้แท้ๆ แต่พอมาร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้แล้วดูไม่ได้เลย จะทำยังไงดีเนี่ย…?”
“คงจะเครียดมากเพราะถูกคัดออกจากทีมเดบิวต์แน่ๆ เลย สติหลุดไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?”
“เมื่อวานยังปกติดีอยู่เลยนี่นา ข้ามคืนเดียวทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?”
“ก็นะ พวกเราไม่ได้อยู่ในวงการนั้นคงไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดหรอก…”
“เอาเป็นว่าช่วยปลอบให้เขาสงบลงแล้วให้นอนพักก่อนเถอะ ช้ากว่านี้เดี๋ยวพวกเราทุกคนจะไปสายกันหมดนะ”
แม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่ทุกคนในบ้านก็ค่อยๆ ประคองผมกลับไปที่เตียงแล้วห่มผ้าให้
เหมือนกับเมื่อก่อนไม่มีผิด
นี่มันให้ความรู้สึกราวกับความฝันที่เป็นจริงเลย
พี่สาวที่เตรียมตัวจะออกไปข้างนอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินเข้ามาตบตัวผมเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“นี่ คิมชุนยง นอนพักต่ออีกหน่อยไปก่อนเถอะ วันนี้ก็คิดซะว่าพักผ่อนสักวัน สภาพแบบนี้ไปซ้อมก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”
ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เมื่อได้ยินคำแนะนำที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงจากพี่สาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้ยินมานานมากแล้ว
“ห้องซ้อมเหรอ? ซ้อมอะไรกันครับ?”
“จะทำยังไงกับแกดีเนี่ย… ท่าทางจะเบลอจัด แกอุตส่าห์บากหน้ามาอ้อนวอนขอยืมเงินฉันกับนารีไปจองห้องซ้อมส่วนตัวตั้งอาทิตย์นึง ลืมไปแล้วหรือไง? นี่แกยังมีเงินเหลืออยู่อีกเหรอ?”
“โบมี อย่ามัวแต่ไปกวนชุนยงเลย รีบไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวตกรถเมล์นะ!”
“อ๊ะ ไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ! เอาเถอะ… สู้ๆ ล่ะ น้องชายเด็กฝึกของฉัน อ้อ ถ้าอยากจะรอดจากการถูกคัดออกจากกลุ่มเดบิวต์แล้วได้ไปออกรายการเซอร์ไวเวิล แกก็ต้องทำให้ดีกว่านี้อีก เข้าใจไหม”
ปัง!
“…เหอะ”
เมื่อทุกคนในบ้านออกไปกันหมด ทิ้งให้ผมอยู่ตามลำพังในบ้านที่อบอวลไปด้วยความทรงจำ ผมจึงยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าพลางคลี่ยิ้มออกมา
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
จากนี้ไป ต่อให้ทางค่ายจะตัดสินใจไล่ผมออก หรือต่อให้ผมต้องติดคุกเพราะใช้ยาเกินขนาด ผมก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยความทรงจำเหล่านี้
ผมหลับตาลงเพื่อรอเวลาที่จะตื่นจากความฝัน การนอนหลับๆ ตื่นๆ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ ทนผ่านมันไปให้ได้เดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมาเอง
เสียงบรรยากาศรอบตัวในบ้านค่อยๆ เงียบสงบลง พร้อมกับความรู้สึกเบาหวิวราวกับกำลังลอยละล่อง
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนสุดน่ารักที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศเลยสักนิดดังขึ้นข้างหู
ติ๊ง! ติ๊ง!
และมันดังติดต่อกันถึงสามครั้งซ้อน
“…ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ”
ด้วยความงุนงง ผมจึงกะพริบตาถี่ๆ แล้วยันตัวลุกขึ้น
ต้นตอของเสียงแจ้งเตือนนั้นมาจากสมาร์ตโฟนเครื่องที่ผมเคยใช้งานเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
บนหน้าจอสมาร์ตโฟนเครื่องนั้น กำลังแสดงข้อความตัวอย่างที่ส่งมาจากแอปพลิเคชันที่ไม่คุ้นตา
Social Plugin