“นี่ ฉันจะตั้งใจทำให้เต็มที่จริงๆ นะ คราวนี้พอเห็นอันดับของตัวเองแล้วรู้สึกช็อกอยู่เหมือนกัน แต่ว่า…”
ซอบินที่กำลังคุยกับผมอยู่ส่งสายตากังวลเล็กน้อยมองข้ามไหล่ผมไป เมื่อมองตามสายตาของเขาไปตามธรรมชาติ ผมก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงประหลาดใจออกมา
“หงุดหงิดชะมัด น่ารำคาญจริงๆ เลยโว้ย…”
คิมจูอัน เด็กฝึกอันดับที่สิบเอ็ดซึ่งสภาพจิตใจพังยับเยินไปเรียบร้อยแล้ว และเป็นคนที่ไม่ถูกชะตากับผม แถมยังได้มาอยู่ทีมเดียวกับจีฮวาซอง กำลังนั่งกอดเข่าบ่นพึมพำคนเดียวอยู่ตรงนั้น
ผมเองก็แปลกใจเหมือนกัน
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจีฮวาซองต่างหากที่เลือกคิมจูอันเข้ามา
เอาเถอะ ถ้าจะพยายามหาเหตุผลมารองรับล่ะก็…
อาจเป็นเพราะเดิมทีผมอยู่อันดับที่สิบ แต่คราวนี้กลับได้อันดับที่หก จนทำให้อันดับเกิดการสลับสับเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิมจูอันที่มาจากค่ายเดียวกันซึ่งเดิมทีควรจะได้อันดับที่เจ็ดจึงถูกดันร่วงลงไปอยู่อันดับที่สิบเอ็ดเมื่อเทียบกัน และนั่นคงเป็นเหตุผลที่จีฮวาซอง ซึ่งเหลือตัวเลือกไม่มากนัก จำใจต้องเลือกคิมจูอันเข้ามา
“ให้ตายสิ เฮ้อ… ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยสักอย่าง…”
“เอ่อ… ขืนนายยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันอาจจะไม่ค่อยดีนะ”
เสียงบ่นอย่างหัวเสียของคิมจูอันกับเสียงครางกระอักกระอ่วนของซอบิน ทำให้ผมต้องส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบาๆ
เมื่อก่อนผมอาจจะคอยให้คำแนะนำได้เพราะเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขลำบากมาด้วยกันในค่ายควินซ์เอนเตอร์เทนเมนต์ แต่ในตอนนี้ที่พวกเรากลายมาเป็นคู่แข่งกันแล้ว…
มันไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องไปคอยโอ๋คิมจูอันอีกต่อไป
“บิน รอตรงนี้แป๊บหนึ่งนะ”
“อ๊ะ อ๋อ ได้สิ”
ผมพยักหน้าให้ซอบินแล้วเดินตรงเข้าไปหาคิมจูอัน ผมยกแขนขึ้นพาดไหล่เขาพร้อมกับตะโกนเสียงดังฟังชัดพอที่จะให้กล้องบันทึกเสียงได้อย่างชัดเจน
“เฮ้ คิมจูอัน นายเป็นอะไรไปน่ะ? หิวข้าวเหรอ? พวกเราออกไปหาอะไรกินอย่างพวกรามยอนกันดีไหม?”
“…นายพูดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?”
คิมจูอันหันมามองผมราวกับเห็นผี ก่อนจะแค่นหัวเราะเยาะออกมาอย่างเปิดเผย
นี่หมอนี่รู้ตัวหรือเปล่าว่ากล้องกำลังถ่ายอยู่?
ผมโน้มศีรษะลงไปกระซิบข้างหูคิมจูอันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อย่ามาทำตัวบ่นงึมงำไร้สาระออกอากาศให้โดนด่าเลยน่า ตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีเถอะ เข้าใจไหม?”
“—!”
คิมจูอันสะดุ้งตกใจรีบสะบัดตัวหลุดจากพันธนาการของผมทันที
“นึก…นาย เป็นบ้าอะไรไปเนี่ย? ทำไมจู่ๆ ถึง…”
จะให้ฉันไปคุยกับจีฮวาซองไหมล่ะ?
คิมจูอันทำปากยื่นทันที
บอกตามตรงว่าผมทึ่งในความหัวไวของคิมจูอันอยู่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าจะเก็ตมุกนี้ได้เร็วขนาดนี้
‘พี่ครับ แทนที่จะมานั่งเมาแล้วร้องไห้ฟูมฟายออกอากาศจนโดนชาวเน็ตด่า พี่ไม่ถอนตัวออกไปเลยดีกว่าเหรอครับ?’
ผมพูดเลียนแบบจีฮวาซองที่เลือกผมในครั้งนี้ แน่นอนว่าในตอนนั้นสภาพของผมมันเกินเยียวยายิ่งกว่าคิมจูอันในตอนนี้เสียอีก
เพราะถึงขนาดขึ้นไปอ้วกบนเวทีระหว่างท่อนแดนซ์เบรกเลยนี่นา
…เอาเป็นว่า ในเมื่อผมไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ใช้ภาษากายส่งสัญญาณเตือนไปแล้ว คิมจูอันก็น่าจะเริ่มดึงสติตัวเองกลับมาได้บ้าง
“นายจะทำลายภาพลักษณ์ตัวเองก็เรื่องของนายเถอะ แต่อย่ามาทำตัวเป็นภาระให้ทีมเดือดร้อนก็พอ”
“……”
เมื่อผมพูดจบประโยคพร้อมกับตบไหล่เขาเบาๆ ประตูห้องซ้อมก็เปิดผางออกพร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามา
“ฮวาซองของทุกคนกลับมาแล้วครับ!”
ชายหนุ่มที่สูงที่สุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน ใบหน้าขาวผ่องและเรือนผมสีบลอนด์ปลิวไหวอย่างอิสระอยู่เหนือแววตาเป็นประกายที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
จีฮวาซองสวมแว่นตากรอบกระที่ไม่รู้ว่าไปหามาจากไหน
“เอาล่ะ เอาล่ะ ทุกคนรับกระดาษเนื้อเพลงไปคนละแผ่นนะ แล้วก็หยิบแท็บเล็ตไปดูท่าเต้นด้วย อ๋อ แล้วก็หยิบเครื่องดื่มที่ฉันซื้อมาไปด้วยนะ”
จีฮวาซองยื่นของสารพัดสิ่งให้สมาชิกในทีม พร้อมกับสร้างบรรยากาศให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาด้วยการส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
คิมจูอันมีสีหน้างุนงงและสับสนอย่างเห็นได้ชัด
ปกติหมอนี่เป็นคนนิสัยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
สีหน้าของเขาบอกชัดเจนแบบนั้นเลย
แต่ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่คิมจูอันมองข้ามไป นั่นก็คือจีฮวาซองฉลาดเป็นกรด ไม่เหมือนกับตัวเขาเอง
“ฉันจะเปิดวิดีโอให้ดูเดี๋ยวนี้เลยนะ! พวกเรามีเวลาเตรียมตัวสำหรับสเตจนี้ไม่มากเท่าไร เพราะงั้นตั้งใจดูกันหน่อยนะ เข้าใจไหม?”
คนที่รู้ดีว่าเวลาไหนควรจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแบบไหน คนที่ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น และคนที่พร้อมจะโอบรับความปั่นป่วนวุ่นวายระดับนรกได้อย่างหน้าตาเฉย
คนคนนั้นก็คือจีฮวาซองนั่นเอง
Social Plugin