เพื่อที่จะเลือกลูกทีมของตัวเอง จีฮวาซองต้องยืนอยู่ข้างอีกสองคนถัดจากชเวกาอน และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมสีหน้าของตัวเองเอาไว้ เขาต้องระวังไม่ให้ความคิดในใจหลุดรอดออกไปให้ใครเห็นเด็ดขาด
‘ไร้สาระสิ้นดี’
ถ้าหลุดออกไปคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
ตอนแรกเขาก็ดีใจที่ติดท็อปสามร่วมกับพี่แจฮาอยู่หรอก แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสถานีโทรทัศน์จะเล่นตลกแบบนี้กันล่ะ?
“ให้เลือกทีละคนตามลำดับคะแนนเนี่ยนะ? จะเลือกใครก็ได้ตามใจชอบเลยงั้นเหรอ?”
แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่โปรดิวเซอร์หลักต้องการ
คะแนนรวมของจีฮวาซองคือ 308 คะแนน ซึ่งทำให้เขาได้อันดับที่สาม
เขาเป็นคนสุดท้ายในบรรดาสามคนนั้น
นั่นหมายความว่าอีกสองคนข้างหน้าจะมีสิทธิ์เลือกลูกทีมตัดหน้าเขาก่อน
“เด็กฝึกซนแจฮาเลือกเด็กฝึกจางชีอูอันดับที่ห้าเป็นคนแรกครับ! และตอนนี้ เด็กฝึกหลิวเหว่ยก็เลือกเด็กฝึกอันจินอูอันดับที่สี่ไปแล้ว! คราวนี้ก็เหลือเพียงการตัดสินใจของเด็กฝึกจีฮวาซองแล้วครับ เขาจะเลือกใครกันนะ?!”
ในขณะที่ชเวกาอนดำเนินรายการต่อไป คิ้วของจีฮวาซองก็กระตุกยิกๆ ทั้งที่ยังคงปั้นหน้ายิ้มตามบทบาทของพิธีกร
“อา หงุดหงิดชะมัด แบบนี้คนอื่นก็โดนเลือกตัดหน้าไปหมดก่อนที่ฉันจะได้เลือกน่ะสิ”
สายตาของจีฮวาซอง ซึ่งทั้งเชื่อใจและคอยเดินตามหลังพี่ชายอย่างซนแจฮามาตลอด เบนมองไปยังอีกฝ่าย
“ถ้าเพียงแต่ฉันได้อันดับที่สี่หรือห้า พี่แจฮาก็คงเลือกฉันไปแล้วแท้ๆ”
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาคู่นั้น ซนแจฮาก็ส่งยิ้มให้จีฮวาซองพร้อมกับขยับปากส่งสัญญาณแบบไร้เสียงว่า ‘ยิ้มเข้าไว้’
เมื่อได้เห็นใบหน้าที่แสนอบอุ่นและพึ่งพาได้ของอีกฝ่าย จีฮวาซองก็เริ่มดึงสติตัวเองกลับมาได้และผ่อนคลายหัวไหล่ที่เกร็งลง
อ่า ฉันมาที่นี่เพื่อที่จะเดบิวต์นี่นา
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปให้ได้ เพื่อที่จะได้เดบิวต์ร่วมกับพี่แจฮา พี่ชายที่เขารักมากที่สุด
เมื่อตั้งสติได้ จีฮวาซองก็เริ่มใช้ความคิดอย่างจริงจัง
“ฉันต้องเลือกอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด”
ในตอนนี้ เด็กฝึกจากค่ายเอจีที่เหลืออยู่มีเพียงเด็กฝึกจากสังกัดเอจีโกลบอลอย่างหลี่หมิงเซินเท่านั้น
ทว่าระหว่างหลี่หมิงเซินกับจีฮวาซองแทบจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันเลย แต่เดิมพวกเขาก็แทบจะสื่อสารกับพวกเด็กฝึกเอจีโกลบอลไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว
เรียกได้ว่าคนพวกนั้นแทบไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนภาษาเกาหลีเลยสักนิด
มองตามหลักความเป็นจริงแล้ว การเลือกหมอนั่นไม่ได้มีผลดีอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
‘ถ้าอย่างนั้น คนที่ฉันควรเลือกก็คือ…’
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว จีฮวาซองก็แอบขบกรามแน่นก่อนจะดัดเสียงให้สดใส
“โอ้! ความจริงผมตัดสินใจเลือกไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ”
“โอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นก่อนจะเฉลย ช่วยบอกใบ้ให้พวกเราฟังสักหน่อยได้ไหมครับ?”
“คือว่านะ เขาเป็นคนที่ได้รับการประเมินที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครที่สุดในบรรดาเด็กฝึกทั้งสิบแปดคนเลยครับ”
ดวงตาของชเวกาอนเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดประจบเอาใจอันแสนหวานของจีฮวาซอง
คนที่ได้รับการประเมินที่ไม่เหมือนใคร
หากพูดถึงการประเมินที่ไม่ซ้ำแบบใครในรายการเซอร์ไววัลไอดอลที่ไม่มีใครเทียบติดนี้ล่ะก็ ในบรรดาสิบแปดคนตรงนี้ ย่อมต้องมีใครคนนั้นอยู่อย่างแน่นอน
“ถ้าเด็กฝึกจีฮวาซองยินยอม ผมขออนุญาตเป็นคนประกาศชื่อของเขาเลยได้ไหมครับ?”
“อ๋อ ได้เลยครับ! แน่นอนอยู่แล้วครับ! แต่ถ้าทายผิดจะทำยังไงดีล่ะครับเนี่ย?”
“ฮ่าๆ เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอนครับ ถ้าอย่างนั้นก็—”
ด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ชเวกาอนจึงตะโกนขานชื่อของคนคนนั้นออกมาเสียงดังลั่น
ศูนย์คะแนนจากมินซียอง และ…
“อันดับที่หก…”
หนึ่งร้อยคะแนนเต็มจากจินดาซล
“เด็กฝึกคิมชุนยง เชิญก้าวออกมาข้างหน้าเลยครับ!”
คิมชุนยง
หัวหน้าทีมอย่างจีฮวาซองขอตัวออกจากห้องซ้อมไปครู่หนึ่งเพื่อเตรียมอะไรบางอย่าง
ผมกวาดสายตามองใบหน้าของสมาชิกทีมขั้นสุดท้าย แล้วก็รู้สึกถึงภาพเหตุการณ์ที่คุ้นตาอย่างประหลาด
“…ระหว่างที่รอหัวหน้าทีม พวกเรามาแนะนำตัวกันเบาๆ หน่อยดีไหมครับ? ผมชื่อคิมชุนยง อายุยี่สิบปีครับ”
ทำไมกันนะ…
“ชุนยงฮยอง เดี๋ยวผมต่อเองครับ”
“โอ้ ถ้างั้นหลังจากเกาเยี่ยน ก็ถึงตาฉันแล้วล่ะนะ ฉันพร้อมแล้ว”
ทำไมบรรยากาศมันถึงได้คุ้นเคยขนาดนี้กันนะ?
“ฮะๆ…”
เมื่อมองดูหนุ่มอังกฤษที่เอามือกุมประสานไว้ตรงหน้าแล้วแนะนำตัวเองอย่างกระตือรือร้น ผมก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา
จะเรียกว่าความบังเอิญหรือโชคชะตากันดีล่ะเนี่ย
สุดท้ายผมก็ต้องมาอยู่ทีมเดียวกับเหล่ารูมเมตนับสัญชาติอย่างโลแกนและเกาเยี่ยนจนได้
สามในสี่คนจากห้องเดียวกันกลายมาเป็นทีมเดียวกันเนี่ยนะ? แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ?
รู้สึกเหมือนเป็นแผนการของทีมงานผู้ผลิตยังไงก็ไม่รู้แฮะ
แน่นอนว่า ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ช่วยหักล้างความคิดของผมได้อยู่
“ฉันชื่อซอบินนะ นามสกุลซอ ชื่อบิน อายุยี่สิบปี… จะทำให้เต็มที่เลย ฝากตัวด้วยนะ”
นี่คือซอบิน ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า
เขาเป็นเด็กฝึกจากค่ายอื่น ถึงแม้จะรู้สึกประหม่าเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้น แต่เขากลับทำผลงานบนเวทีออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก จนถึงขนาดที่ว่าหลังจากตกรอบจากรายการทาร์เก็ตติงสตาร์ เขาก็ได้เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวในทันที
เขามีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
‘นี่ เร็กซ์ ฉันอยากคุยกับนายก็เพราะว่าพวกเรารอดมาด้วยกันแท้ๆ… แต่นายดันดื่มหนักจนแทบจะป่วยตายอยู่แล้วเนี่ยนะ รู้ไหมว่าอีกแค่ห้านาทีก็จะเริ่มถ่ายทอดสดแล้วน่ะ?’
คำเตือนจากคนที่เคยสร้างชื่อในฐานะตัวปัญหาอย่างผม รับรองได้เลยว่าเชื่อถือได้แน่นอนว่าอย่าได้ริอาจไปแตะต้องแอลกอฮอล์เด็ดขาด
“อ้าว ถ้างั้นนายก็อายุเท่ากับชุนยงฮยองเลยน่ะสิ”
“หืม? ใช่แล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นฮยอง ยินดีที่ได้รู้จักนะ บินฮยอง”
“บะ…บินฮยองเหรอ…?”
“ก็นายชื่อบินนี่นา ถ้าเอาคำว่า ‘ฮยอง’ มาต่อท้ายชื่อบิน ก็กลายเป็นบินฮยองไงล่ะ”
“เอ่อ เรียกฉันว่าพี่ซอบินเฉยๆ ก็ได้นะ เรียกแบบนั้นมันฟังดูแปลกๆ พิกล”
“อะไรกัน? ก็นายเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่าที่เกาหลี ถ้าเรียกชื่อจริงพร้อมนามสกุลจะถือว่าเสียมารยาทน่ะ ฉันก็จะเรียกนายว่าบินฮยองเหมือนกัน”
“ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้!”
แถมดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนนิสัยดีทีเดียว เมื่อดูจากความสามารถในการปรับตัวและเข้ากันได้ดีกับพวกต่างชาตินานาภาษาพวกนี้
หลังจากโดนเกาเยี่ยนกับโลแกนลากไปคุยวนไปวนมาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดซอบินที่เหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ก็เดินกลับเข้ามาทักทายผมใหม่อีกครั้ง
“เอ่อ สวัสดีนะ ชุนยงงี่… หรือชุนยงดีล่ะ ในเมื่อพวกเราอายุเท่ากัน ฉันขอพูดเป็นกันเองได้ไหม?”
ผมตบไหล่ของซอบินเบาๆ พลางส่งยิ้มสดใสตอบกลับไป
“ได้สิ สบายมาก ครั้งนี้พวกเรามาพยายามไปด้วยกันนะ บิน”
Social Plugin