แม้จะใช้ชื่อว่า 'การประเมินผลจากเมนเทอร์' แต่ในความเป็นจริง มันคือการคัดแยกเด็กฝึกที่มีแววออกจากพวกที่ไร้ศักยภาพ ผ่านจิตวิทยาการจัดลำดับแถวล่วงหน้า
‘เอ็มซีคงพูดตรงๆ แบบนั้นไม่ได้หรอก’
“เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเด็กฝึกทุกคน ขอเสียงเชียร์จากเหล่าสตาร์ชูตเตอร์ด้วยครับ!”
หลังอธิบายกติกาจบ ชเวกาอนก็อ้าแขนกว้างพลางตะโกนขึ้น
“และบัดนี้ ขอต้อนรับเหล่าเมนเทอร์ที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ตั้งแต่สเตจแรกไปจนถึงสเตจสุดท้ายของเด็กๆ ขอเชิญเมนเทอร์ทุกท่านเข้ามาได้เลยครับ!”
เริ่มตั้งแต่มินซียอง, นาจีฮยอก, มุนยุนฮา ไปจนถึงจินดาซล
เมื่อทุกคนนั่งประจำตำแหน่งเมนเทอร์เรียบร้อยแล้ว ชเวกาอนก็ส่งยิ้มสดใสพร้อมเอ่ยทักทาย
“เหล่าเมนเทอร์ครับ อีกสักครู่จะได้พบกับเด็กๆ ที่กำลังรออยู่หลังเวทีด้วยความตื่นเต้นแล้ว ก่อนหน้านั้น ช่วยแนะนำตัวและฝากความตั้งใจสำหรับการประเมินในวันนี้ให้ผู้ชมทางบ้านฟังสักนิดได้ไหมครับ?”
นักร้องสาวมินซียองและแรปเปอร์นาจีฮยอก ผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิง ตอบอย่างกระชับและเป็นมืออาชีพ
ทั้งเรื่องทักษะ ความกระตือรือร้น และศักยภาพ
รวมถึงความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความโปร่งใส
ปัญหาตกอยู่ที่กรรมการสายสร้างประเด็นอีกสองคนต่างหาก
“เรื่องความยุติธรรมปล่อยให้คนอื่นจัดการไปเถอะค่ะ ฉันจะมองแค่เด็กที่มีเซนส์ทางความงามตรงใจฉันเท่านั้น เพราะพวกเขาคือคนที่ฉันต้องมองต่อไปเรื่อยๆ”
สิ่งที่มุนยุนฮา หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจและไว้ผมยาวสลวย พูดออกมาทันทีที่รับไมโครโฟนไป ถือว่าฉีกขนบอย่างแท้จริง
แม้รายการจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเธอจะมารับหน้าที่ดูแลการเดบิวต์ของวง แต่มุนยุนฮากลับไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
เธอเป็นคนประเภทที่คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้นทันที
ในทางกลับกัน จินดาซลที่สวมชุดสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า กลับพูดสั้นๆ ว่า
“ผมจะดู แล้วจะคิดดูอีกที”
…แค่นั้นเนี่ยนะ?
“คัต! โอเคครับ ขอคัตสักครู่นะครับ คุณยุนฮา คุณดาซล ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหมครับ?”
เมนพีดีพยายามถ่ายซ่อมเพื่อให้ได้ฟุตเทจเพิ่มขึ้นอีกสองสามคัต แต่ทั้งคู่กลับดื้อดึงและยังคงยืนกรานคำตอบเดิมๆ วนไปวนมา
คนหนึ่งก็สไตล์ข้าใครอย่าแตะ อีกคนก็เงียบขรึมพูดน้อยเป็นบ้า
ทุกคนในสตูดิโอ ยกเว้นสองคนนั้น ต่างสัมผัสได้ถึงความกดดัน
การถ่ายทำหลังจากนี้คงไม่ง่ายแน่ๆ
และนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ของเหล่าเด็กฝึกที่กำลังรออยู่หลังเวที
ที่นี่คือรายการเซอร์ไวเวิล เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ครั้งที่แล้วผมอาจจะรอด แต่ครั้งนี้อาจจะไม่รอดก็ได้
ในรายการทาร์เก็ตติงสตาร์รอบก่อน ผมจบลงที่อันดับท็อปหกคนสุดท้าย และได้เข้าร่วมวงแอร์โรวส์ด้วยความพยายามเลือดตาแทบกระเด็น มันจึงช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียด
ขณะที่ผมกำลังกัดริมฝีปากพลางมองดูการแสดงของเด็กฝึกคนอื่น คิมจูอันที่ยืนอยู่ห่างๆ ก็ค่อยๆ ขยับเท้าเดินเข้ามาข้างๆ ผม
เมื่อกวาดสายตาเช็กแล้วว่าไม่มีกล้องจับอยู่ คิมจูอันก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยิน
“นี่ คิมชุนยง”
“อย่ามาพูดจาไร้สาระ ไปวอร์มเสียงตรงนู้นไป”
แม้ผมจะตักเตือนด้วยความหวังดี แต่คิมจูอันก็ยังไม่ยอมถอย
“ยอมแพ้แล้วถอนตัวไปตรงนี้เลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
พูดจาหมาๆ อะไรของมันวะเนี่ย?
ตอนที่ผมหันไปจ้องหน้าคิมจูอันราวกับกำลังมองแผนที่รถไฟใต้ดินสายหนึ่งอันแสนสับสน เขาก็ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์พลางกระซิบต่อ
“ฉันเตือนแกดีๆ แล้วนะ คิมชุนยง ที่เหลือก็แล้วแต่แกจะเลือกเอง”
ผมปรับสีหน้าจริงจังขึ้นก่อนจะเอ่ยปากเบาๆ
“…นี่ คิมจูอัน”
“อะไร? จะมาทำเป็นเก๊กท่ารู้ดีสั่งสอนฉันอีกหรือไง? มุกนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้วเว้ย เพราะว่า…”
“เปล่า เขาเรียกชื่อแกแล้ว”
“หา!?”
เรื่องจริงซะด้วย
“เด็กฝึกคิมจูอันครับ? เชิญขึ้นมาบนเวทีได้เลยครับ!”
“ปัดโธ่เอ๊ย…”
คิมจูอันรีบกุลีกุจอขึ้นเวทีตามเสียงประกาศเรียกชื่อของเอ็มซี
“ยังจะสะเออะมาสั่งสอนคนอื่น ตัวเองยังไม่รู้กระทั่งลำดับคิวขึ้นเวทีของตัวเองด้วยซ้ำ”
เมื่อเห็นท่าทางกระหืดกระหอบเหมือนพวกยังทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง ผมก็เหม่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาเรียกสติกลับมา
เลิกสนใจเสียงนกเสียงกาไร้สาระของคิมจูอัน
เพราะมาจากสังกัดเดียวกัน คิวต่อไปจึงเป็นตาของผม
“คิมจูอัน ผู้กำลังพยายามไล่ตามความฝัน จะทำให้เต็มที่ครับ!”
หลังบทสนทนาและการหยอกล้อให้กำลังใจของเหล่าเมนเทอร์ การแสดงของคิมจูอันก็เริ่มต้นขึ้น
การเต้นมีติดนิสัยเสียอยู่บ้างแต่ก็พอรับได้ ท่อนร้องตัดเสียงสูงทิ้งไปแต่เนื้อเสียงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แม้จะไม่ได้เก่งกาจโดดเด่นอะไร แต่ก็หาจุดบกพร่องร้ายแรงไม่เจอเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น เขาก็มีพรสวรรค์อยู่พอตัว ต่อให้โดดซ้อมและเตรียมตัวมาแบบลวกๆ สุดท้ายเขาก็ยังได้เดบิวต์และเอาตัวรอดไปได้
ผมคิดว่าปัญหาของหมอนี่อยู่ที่นิสัย ไม่ใช่ความสามารถ
“…….”
ทว่า เหล่าเมนเทอร์กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
บนเวทีแห่งนี้ พวกเขาคือราชาผู้ถือครองอำนาจเด็ดขาด
หลังจบการแสดงของคิมจูอัน มินซียองผู้เป็นรุ่นพี่ใหญ่ก็ยกไมโครโฟนขึ้นพูดก่อนใคร
“เด็กฝึกคิมจูอัน”
“ค-ครับ?”
“แค่เพราะตัวเองขึ้นเสียงสูงไม่ถึง ชาตินี้ก็เลยจะไม่คิดร้องเพลงในคีย์นั้นเลยหรือไงคะ?”
“…อึก”
คิมจูอันถึงกับสะอึกเมื่อโดนจี้จุดตรงเผง
เธอเดาะลิ้นเบาๆ ราวกับจะบอกว่าไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
“ได้ดูการแสดงของเด็กฝึกคนก่อนๆ หน้าไหมคะ? ถึงพวกเขาจะยังมีจุดที่ขาดตกบกพร่อง แต่ทุกคนก็เตรียมของดีมาโชว์จุดแข็งของตัวเองกันทั้งนั้น แต่กับเด็กฝึกคิมจูอัน ฉันไม่เห็นอะไรแบบนั้นเลย ให้ความรู้สึกเหมือนมีคนบอกให้ทำแค่นี้ เธอก็ทำแค่นี้มาส่งๆ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นนะคะ”
คิมจูอันโดนสับเละด้วยคำวิจารณ์ที่เจ็บแสบเกินคาด
และต่อให้จะฟังดูรุนแรงแค่ไหน แต่ทุกคำพูดล้วนเป็นความจริงที่ถูกต้องจนเถียงไม่ออก ทำให้มันยิ่งทิ่มแทงหัวใจหนักเข้าไปอีก
นี่คือการประเมินอันเฉียบขาดของศิลปินเดี่ยวหญิงผู้เคยพาค่ายเพลงเล็กๆ ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว
นาจีฮยอกรับไมค์ต่อจากเธอ เขายิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ยปลอบใจคิมจูอัน
“ผมว่าไม่ได้แย่นะ ทั้งการเต้นและการร้องก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน… ไม่อยากให้หมดกำลังใจไปก่อนครับ ยังมีจุดที่พัฒนาได้อีกเยอะ โดยเฉพาะการเปลี่ยนสีหน้าตอนแสดง อันนั้นถือเป็นจุดแข็งที่ยอดเยี่ยมเลยนะ”
เรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลังก็คงไม่ผิด
“ข-ขอบคุณครับ…”
ทว่า ไม้เรียวของมินซียองฟาดลงมาแรงและคมเกินไป จนสภาพจิตใจของคิมจูอันดูท่าจะไม่ฟื้นตัวกลับมาง่ายๆ
ผมเดาะลิ้นในใจ
เมื่อเจ็ดปีก่อน ผมยังจำคำพูดที่พวกเมนเทอร์พูดซ้ำเติมหลังจากโดนไม้เรียวได้ดี
“…..”
“เอาจริงๆ นะ รู้อยู่แก่ใจใช่ไหมว่าตัวเองไม่ได้หล่อขนาดนั้น? ฉันไม่ชอบทรงจมูกนั่นเลย ไม่ชอบจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องมานั่งดูรายการนี้ด้วย ทุกอย่างมันไม่ใช่แนวฉันเลย รู้สึก… ขัดหูขัดตายังไงชอบกล”
แม้ฉากนี้จะถูกตัดทอนออกไปตอนออกอากาศเพราะความแรงของคำพูด แต่คำวิจารณ์ของจินดาซลและมุนยุนฮานั้นโหดร้ายยิ่งกว่าเสียอีก
อืม ก็ไม่เชิงหรอก จินดาซลไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่ยกมือทำเครื่องหมายกากบาทใส่ แต่นั่นแหละ ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน
“ผม… ผมจะพยายามให้หนักกว่านี้ครับ ฮึก ขอโทษครับ…”
ในที่สุด คิมจูอันก็เดินน้ำตาคลอเบ้าลงจากเวที มุ่งหน้าไปยังจุดที่นั่งของเหล่าเด็กฝึก
น่าเสียดายที่บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ และเด็กฝึกคนอื่นต่างก็พากันหลบสายตา จึงไม่มีใครเข้าไปปลอบใจเขาเลยสักคน
มันแปลกดีพิลึกที่ต้องมาเห็นไอ้หมอนี่ร้องไห้เพราะโดนเมนเทอร์เฉ่งยับ ทั้งที่เพิ่งจะยืนต่อปากต่อคำกับผมอยู่แท้ๆ
นี่ผมกำลังรู้สึกเห็นใจไอ้คนที่ตัวเองเคยด่าเช้าด่าเย็นอยู่หรือไงกัน?
หรือบางทีอาจจะแค่รู้สึกสงสาร เพราะตอนนี้หมอนั่นดูเด็กกว่าภาพจำในตอนนั้นมาก
อย่างไรก็ตาม ความคิดไร้สาระของผมคงอยู่ได้ไม่นาน
“เอาล่ะครับ ลำดับต่อไป ขอเชิญพบกับเด็กฝึกคิมชู… เอ๊ย เด็กฝึกคิมชุนยงครับ!”
ถึงตาผมแล้ว
ผมก้าวเดินไปยังใจกลางเวทีที่มีแสงสปอตไลต์สาดส่องลงมา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นใจ
ต้องยิ้มเข้าไว้
เพราะนี่คือความประทับใจแรกที่ทุกคนจะได้เห็น
ต้องสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องดูดี
…และต้องดูสิ้นหวังกระหายความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ
“สวัสดีครับ ชุนที่แปลว่าฤดูใบไม้ผลิ! ยง ยง! คิมชุนยงครับ!”
Social Plugin