ตัวปัญหากลับมาแล้ว! - ตอนที่ 15

แม้จะใช้ชื่อว่า 'การประเมินผลจากเมนเทอร์' แต่ในความเป็นจริง มันคือการคัดแยกเด็กฝึกที่มีแววออกจากพวกที่ไร้ศักยภาพ ผ่านจิตวิทยาการจัดลำดับแถวล่วงหน้า

‘เอ็มซีคงพูดตรงๆ แบบนั้นไม่ได้หรอก’

“เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเด็กฝึกทุกคน ขอเสียงเชียร์จากเหล่าสตาร์ชูตเตอร์ด้วยครับ!”

หลังอธิบายกติกาจบ ชเวกาอนก็อ้าแขนกว้างพลางตะโกนขึ้น

“และบัดนี้ ขอต้อนรับเหล่าเมนเทอร์ที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเรา ตั้งแต่สเตจแรกไปจนถึงสเตจสุดท้ายของเด็กๆ ขอเชิญเมนเทอร์ทุกท่านเข้ามาได้เลยครับ!”

เริ่มตั้งแต่มินซียอง, นาจีฮยอก, มุนยุนฮา ไปจนถึงจินดาซล

เมื่อทุกคนนั่งประจำตำแหน่งเมนเทอร์เรียบร้อยแล้ว ชเวกาอนก็ส่งยิ้มสดใสพร้อมเอ่ยทักทาย

“เหล่าเมนเทอร์ครับ อีกสักครู่จะได้พบกับเด็กๆ ที่กำลังรออยู่หลังเวทีด้วยความตื่นเต้นแล้ว ก่อนหน้านั้น ช่วยแนะนำตัวและฝากความตั้งใจสำหรับการประเมินในวันนี้ให้ผู้ชมทางบ้านฟังสักนิดได้ไหมครับ?”

นักร้องสาวมินซียองและแรปเปอร์นาจีฮยอก ผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิง ตอบอย่างกระชับและเป็นมืออาชีพ

ทั้งเรื่องทักษะ ความกระตือรือร้น และศักยภาพ

รวมถึงความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความโปร่งใส

ปัญหาตกอยู่ที่กรรมการสายสร้างประเด็นอีกสองคนต่างหาก

“เรื่องความยุติธรรมปล่อยให้คนอื่นจัดการไปเถอะค่ะ ฉันจะมองแค่เด็กที่มีเซนส์ทางความงามตรงใจฉันเท่านั้น เพราะพวกเขาคือคนที่ฉันต้องมองต่อไปเรื่อยๆ”

สิ่งที่มุนยุนฮา หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความมั่นใจและไว้ผมยาวสลวย พูดออกมาทันทีที่รับไมโครโฟนไป ถือว่าฉีกขนบอย่างแท้จริง

แม้รายการจะยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเธอจะมารับหน้าที่ดูแลการเดบิวต์ของวง แต่มุนยุนฮากลับไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย

เธอเป็นคนประเภทที่คิดอะไรก็พูดออกมาแบบนั้นทันที

ในทางกลับกัน จินดาซลที่สวมชุดสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า กลับพูดสั้นๆ ว่า

“ผมจะดู แล้วจะคิดดูอีกที”

…แค่นั้นเนี่ยนะ?

“คัต! โอเคครับ ขอคัตสักครู่นะครับ คุณยุนฮา คุณดาซล ขอคุยด้วยแป๊บหนึ่งได้ไหมครับ?”

เมนพีดีพยายามถ่ายซ่อมเพื่อให้ได้ฟุตเทจเพิ่มขึ้นอีกสองสามคัต แต่ทั้งคู่กลับดื้อดึงและยังคงยืนกรานคำตอบเดิมๆ วนไปวนมา

คนหนึ่งก็สไตล์ข้าใครอย่าแตะ อีกคนก็เงียบขรึมพูดน้อยเป็นบ้า

ทุกคนในสตูดิโอ ยกเว้นสองคนนั้น ต่างสัมผัสได้ถึงความกดดัน

การถ่ายทำหลังจากนี้คงไม่ง่ายแน่ๆ

และนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ของเหล่าเด็กฝึกที่กำลังรออยู่หลังเวที

ที่นี่คือรายการเซอร์ไวเวิล เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ครั้งที่แล้วผมอาจจะรอด แต่ครั้งนี้อาจจะไม่รอดก็ได้

ในรายการทาร์เก็ตติงสตาร์รอบก่อน ผมจบลงที่อันดับท็อปหกคนสุดท้าย และได้เข้าร่วมวงแอร์โรวส์ด้วยความพยายามเลือดตาแทบกระเด็น มันจึงช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียด

ขณะที่ผมกำลังกัดริมฝีปากพลางมองดูการแสดงของเด็กฝึกคนอื่น คิมจูอันที่ยืนอยู่ห่างๆ ก็ค่อยๆ ขยับเท้าเดินเข้ามาข้างๆ ผม

เมื่อกวาดสายตาเช็กแล้วว่าไม่มีกล้องจับอยู่ คิมจูอันก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยิน

“นี่ คิมชุนยง”

“อย่ามาพูดจาไร้สาระ ไปวอร์มเสียงตรงนู้นไป”

แม้ผมจะตักเตือนด้วยความหวังดี แต่คิมจูอันก็ยังไม่ยอมถอย

“ยอมแพ้แล้วถอนตัวไปตรงนี้เลยไม่ดีกว่าเหรอ?”

พูดจาหมาๆ อะไรของมันวะเนี่ย?

ตอนที่ผมหันไปจ้องหน้าคิมจูอันราวกับกำลังมองแผนที่รถไฟใต้ดินสายหนึ่งอันแสนสับสน เขาก็ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์พลางกระซิบต่อ

“ฉันเตือนแกดีๆ แล้วนะ คิมชุนยง ที่เหลือก็แล้วแต่แกจะเลือกเอง”

ผมปรับสีหน้าจริงจังขึ้นก่อนจะเอ่ยปากเบาๆ

“…นี่ คิมจูอัน”

“อะไร? จะมาทำเป็นเก๊กท่ารู้ดีสั่งสอนฉันอีกหรือไง? มุกนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้วเว้ย เพราะว่า…”

“เปล่า เขาเรียกชื่อแกแล้ว”

“หา!?”

เรื่องจริงซะด้วย

“เด็กฝึกคิมจูอันครับ? เชิญขึ้นมาบนเวทีได้เลยครับ!”

“ปัดโธ่เอ๊ย…”

คิมจูอันรีบกุลีกุจอขึ้นเวทีตามเสียงประกาศเรียกชื่อของเอ็มซี

“ยังจะสะเออะมาสั่งสอนคนอื่น ตัวเองยังไม่รู้กระทั่งลำดับคิวขึ้นเวทีของตัวเองด้วยซ้ำ”

เมื่อเห็นท่าทางกระหืดกระหอบเหมือนพวกยังทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง ผมก็เหม่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาเรียกสติกลับมา

เลิกสนใจเสียงนกเสียงกาไร้สาระของคิมจูอัน

เพราะมาจากสังกัดเดียวกัน คิวต่อไปจึงเป็นตาของผม

“คิมจูอัน ผู้กำลังพยายามไล่ตามความฝัน จะทำให้เต็มที่ครับ!”

หลังบทสนทนาและการหยอกล้อให้กำลังใจของเหล่าเมนเทอร์ การแสดงของคิมจูอันก็เริ่มต้นขึ้น

การเต้นมีติดนิสัยเสียอยู่บ้างแต่ก็พอรับได้ ท่อนร้องตัดเสียงสูงทิ้งไปแต่เนื้อเสียงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แม้จะไม่ได้เก่งกาจโดดเด่นอะไร แต่ก็หาจุดบกพร่องร้ายแรงไม่เจอเช่นกัน

ถึงอย่างนั้น เขาก็มีพรสวรรค์อยู่พอตัว ต่อให้โดดซ้อมและเตรียมตัวมาแบบลวกๆ สุดท้ายเขาก็ยังได้เดบิวต์และเอาตัวรอดไปได้

ผมคิดว่าปัญหาของหมอนี่อยู่ที่นิสัย ไม่ใช่ความสามารถ

“…….”

ทว่า เหล่าเมนเทอร์กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น

บนเวทีแห่งนี้ พวกเขาคือราชาผู้ถือครองอำนาจเด็ดขาด

หลังจบการแสดงของคิมจูอัน มินซียองผู้เป็นรุ่นพี่ใหญ่ก็ยกไมโครโฟนขึ้นพูดก่อนใคร

“เด็กฝึกคิมจูอัน”

“ค-ครับ?”

“แค่เพราะตัวเองขึ้นเสียงสูงไม่ถึง ชาตินี้ก็เลยจะไม่คิดร้องเพลงในคีย์นั้นเลยหรือไงคะ?”

“…อึก”

คิมจูอันถึงกับสะอึกเมื่อโดนจี้จุดตรงเผง

เธอเดาะลิ้นเบาๆ ราวกับจะบอกว่าไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย

“ได้ดูการแสดงของเด็กฝึกคนก่อนๆ หน้าไหมคะ? ถึงพวกเขาจะยังมีจุดที่ขาดตกบกพร่อง แต่ทุกคนก็เตรียมของดีมาโชว์จุดแข็งของตัวเองกันทั้งนั้น แต่กับเด็กฝึกคิมจูอัน ฉันไม่เห็นอะไรแบบนั้นเลย ให้ความรู้สึกเหมือนมีคนบอกให้ทำแค่นี้ เธอก็ทำแค่นี้มาส่งๆ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นนะคะ”

คิมจูอันโดนสับเละด้วยคำวิจารณ์ที่เจ็บแสบเกินคาด

และต่อให้จะฟังดูรุนแรงแค่ไหน แต่ทุกคำพูดล้วนเป็นความจริงที่ถูกต้องจนเถียงไม่ออก ทำให้มันยิ่งทิ่มแทงหัวใจหนักเข้าไปอีก

นี่คือการประเมินอันเฉียบขาดของศิลปินเดี่ยวหญิงผู้เคยพาค่ายเพลงเล็กๆ ก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว

นาจีฮยอกรับไมค์ต่อจากเธอ เขายิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ยปลอบใจคิมจูอัน

“ผมว่าไม่ได้แย่นะ ทั้งการเต้นและการร้องก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน… ไม่อยากให้หมดกำลังใจไปก่อนครับ ยังมีจุดที่พัฒนาได้อีกเยอะ โดยเฉพาะการเปลี่ยนสีหน้าตอนแสดง อันนั้นถือเป็นจุดแข็งที่ยอดเยี่ยมเลยนะ”

เรียกว่าตบหัวแล้วลูบหลังก็คงไม่ผิด

“ข-ขอบคุณครับ…”

ทว่า ไม้เรียวของมินซียองฟาดลงมาแรงและคมเกินไป จนสภาพจิตใจของคิมจูอันดูท่าจะไม่ฟื้นตัวกลับมาง่ายๆ

ผมเดาะลิ้นในใจ

เมื่อเจ็ดปีก่อน ผมยังจำคำพูดที่พวกเมนเทอร์พูดซ้ำเติมหลังจากโดนไม้เรียวได้ดี

“…..”

“เอาจริงๆ นะ รู้อยู่แก่ใจใช่ไหมว่าตัวเองไม่ได้หล่อขนาดนั้น? ฉันไม่ชอบทรงจมูกนั่นเลย ไม่ชอบจริงๆ ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องมานั่งดูรายการนี้ด้วย ทุกอย่างมันไม่ใช่แนวฉันเลย รู้สึก… ขัดหูขัดตายังไงชอบกล”

แม้ฉากนี้จะถูกตัดทอนออกไปตอนออกอากาศเพราะความแรงของคำพูด แต่คำวิจารณ์ของจินดาซลและมุนยุนฮานั้นโหดร้ายยิ่งกว่าเสียอีก

อืม ก็ไม่เชิงหรอก จินดาซลไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่ยกมือทำเครื่องหมายกากบาทใส่ แต่นั่นแหละ ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน

“ผม… ผมจะพยายามให้หนักกว่านี้ครับ ฮึก ขอโทษครับ…”

ในที่สุด คิมจูอันก็เดินน้ำตาคลอเบ้าลงจากเวที มุ่งหน้าไปยังจุดที่นั่งของเหล่าเด็กฝึก

น่าเสียดายที่บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ และเด็กฝึกคนอื่นต่างก็พากันหลบสายตา จึงไม่มีใครเข้าไปปลอบใจเขาเลยสักคน

มันแปลกดีพิลึกที่ต้องมาเห็นไอ้หมอนี่ร้องไห้เพราะโดนเมนเทอร์เฉ่งยับ ทั้งที่เพิ่งจะยืนต่อปากต่อคำกับผมอยู่แท้ๆ

นี่ผมกำลังรู้สึกเห็นใจไอ้คนที่ตัวเองเคยด่าเช้าด่าเย็นอยู่หรือไงกัน?

หรือบางทีอาจจะแค่รู้สึกสงสาร เพราะตอนนี้หมอนั่นดูเด็กกว่าภาพจำในตอนนั้นมาก

อย่างไรก็ตาม ความคิดไร้สาระของผมคงอยู่ได้ไม่นาน

“เอาล่ะครับ ลำดับต่อไป ขอเชิญพบกับเด็กฝึกคิมชู… เอ๊ย เด็กฝึกคิมชุนยงครับ!”

ถึงตาผมแล้ว

ผมก้าวเดินไปยังใจกลางเวทีที่มีแสงสปอตไลต์สาดส่องลงมา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นใจ

ต้องยิ้มเข้าไว้

เพราะนี่คือความประทับใจแรกที่ทุกคนจะได้เห็น

ต้องสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องดูดี

…และต้องดูสิ้นหวังกระหายความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ

“สวัสดีครับ ชุนที่แปลว่าฤดูใบไม้ผลิ! ยง ยง! คิมชุนยงครับ!”

Ad Code

Responsive Advertisement